01ที่ตั้งและภูมิประเทศ
เมืองฟ้าแดดสงยางตั้งอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ริมลำน้ำปาว ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำชี ตำแหน่งนี้ทำให้เมืองเชื่อมต่อได้ทั้งขึ้นเหนือไปยังแอ่งสกลนคร และลงใต้ไปตามลำน้ำชี
ตัวเมืองมีผังรูปไข่ ล้อมด้วยคันดินและคูน้ำสองชั้น ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าเกิดจากการขยายเมืองออกไปในยุคหลัง พื้นที่ทั้งหมดราว 171 เฮกตาร์ จัดว่าเป็นเมืองคูน้ำคันดินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของที่ราบสูงโคราช
ปัจจุบันซากศาสนสถานส่วนใหญ่เหลือเพียงฐานอิฐปนดิน กระจายอยู่ทั้งในและนอกคูเมือง ท่ามกลางทุ่งนาและหมู่บ้าน
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
ใบเสมาหินทรายสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก พบมากกว่าร้อยใบ
เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น และวัดโพธิ์ชัยเสมารามดูภาพถ่ายจริง ↗เจดีย์อิฐสมัยทวารวดี ซ่อมเสริมในสมัยหลัง ศูนย์กลางของเมืองโบราณ
เก็บรักษา/ชมได้ที่: เมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือเมืองฟ้าแดดสงยาง จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำสูง จุดนี้คือวัดโพธิ์ชัยเสมาราม ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณ
16.318779, 103.520867พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02การค้นพบและการขุดค้น
กรมศิลปากรขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยางในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) พบโบราณสถาน 14 แห่ง หนึ่งในนั้นเป็นอุโบสถสมัยทวารวดีที่ยังมีใบเสมาปักล้อมอยู่ในตำแหน่งเดิม
การขุดค้นในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) แสดงว่าผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ราว 300 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–6 จนถึงยุคประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11
ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ยังพบใบเสมาเพิ่มเติมนอกคูเมือง แสดงว่าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกว้างกว่าแนวคันดิน
ที่ฟ้าแดดสงยาง หินที่คนโบราณเคยปักบูชาผีถูกแปลงเป็นใบเสมาที่ล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา
03ลำดับชั้นดินและหลุมฝังศพ
การขุดค้นใน พ.ศ. 2534 นำโดย ศ.ดร.ผาสุข อินทราวุธ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้หลุมทดสอบ 9 หลุมเพื่ออ่านชั้นดินของเมือง ผลที่ได้แบ่งการอยู่อาศัยออกเป็นสองช่วงหลัก คือช่วงยุคเหล็กราว 300 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 200 และช่วงทวารวดีราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–11
ในชั้นยุคเหล็ก ผู้ตายถูกฝังนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางทิศตะวันตก และไม่มีของอุทิศให้ผู้ตาย ภาพนี้ต่างจากหลุมฝังศพในชั้นทวารวดีอย่างชัดเจน
ในชั้นทวารวดีพบการฝังศพในภาชนะดินเผาสองแบบ แบบแรกบรรจุร่างทั้งร่างลงในไห อีกแบบเป็นการฝังครั้งที่สองโดยเก็บกระดูกที่เหลือหลังเนื้อหนังย่อยสลายแล้วมาบรรจุไหใหม่ ในไหเหล่านี้มีเครื่องประดับสำริด เช่น กระดิ่ง แหวน กำไล รวมทั้งเครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา และลูกปัดแก้ว ในชั้นบนสุดยังพบการเผาศพที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 12–13
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ผู้คนยังคงฝังศพในไหแบบประเพณีพื้นเมืองต่อไป แม้จะรับพุทธศาสนาและสร้างเจดีย์แล้ว ความเชื่อเดิมกับศาสนาใหม่จึงอยู่ด้วยกันได้นานหลายร้อยปี
04ใบเสมาและสิ่งที่พบ
เมืองฟ้าแดดสงยางมีชื่อเสียงที่สุดเรื่องใบเสมาหินทราย มีใบเสมาที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรราว 130 ชิ้น บางชิ้นเป็นแผ่นหินเรียบ บางชิ้นสลักลวดลาย และบางชิ้นสลักภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา
ใบเสมาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะเป็นงานศิลปะพุทธที่ช่างท้องถิ่นอีสานสร้างขึ้นเอง ใบเสมาและโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งจากเมืองฟ้าแดดสงยางถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น
นอกจากใบเสมา ยังพบอิฐขนาดใหญ่ที่ผสมแกลบข้าว พระพิมพ์ดินเผาหลายร้อยชิ้น ภาชนะดินเผา กำไล แหวน ลูกปัดแก้ว และกระดูกสัตว์ ซึ่งช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันของชาวเมือง
05อ่านภาพบนใบเสมา
ตัวเลขใบเสมาของเมืองนี้ต่างกันตามแหล่งข้อมูล ทะเบียนของกรมศิลปากรนับได้ราว 130 ชิ้น ขณะที่การสำรวจบางชุดนับใบเสมาที่พบในและรอบเมืองได้มากกว่า 170 ชิ้น ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 15 ชิ้นที่สลักภาพเล่าเรื่อง ถือเป็นกลุ่มใบเสมาภาพเล่าเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักจากยุคเดียวกัน
ภาพที่สลักมักเป็นตอนสำคัญในพุทธประวัติและชาดก ช่างวางภาพไว้ตรงกลางแผ่นหินในลักษณะแบน เน้นเส้นรอบนอก ตัวละครแต่งกายและสวมเครื่องประดับศีรษะแบบที่นักวิชาการบางท่านเห็นว่าใกล้กับประติมากรรมจามปา ซึ่งบอกว่าช่างอีสานรับแรงบันดาลใจจากหลายทิศทาง
ใบเสมาที่โด่งดังชิ้นหนึ่งคือภาพนางพิมพาพิลาป ซึ่งเล่าตอนพระนางพิมพาเศร้าโศกเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ปัจจุบันใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่นจำนวนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเก็บรักษาที่วัดโพธิ์ชัยเสมาราม หรือวัดบ้านก้อม ใกล้เมืองโบราณ ซึ่งมีทั้งใบเสมาสลักภาพในอาคารจัดแสดงและใบเสมาเรียบที่ปักเรียงไว้ตามแนวกำแพง
06พระธาตุยาคู
ใกล้ใจกลางเมืองโบราณมีพระธาตุยาคู เจดีย์อิฐขนาดใหญ่สูงราว 15 เมตร ฐานกว้างราว 16 เมตร ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูนสอ ฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมมีบันไดทั้งสี่ด้าน ส่วนบนเป็นฐานแปดเหลี่ยมและองค์ระฆัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบูรณะต่อเติมในยุคหลัง
ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าพระธาตุนี้บรรจุอัฐิของพระเถระที่ชาวบ้านเคารพ ซึ่งเรียกกันว่า "ญาคู" อันเป็นคำเรียกพระผู้ใหญ่ในภาษาอีสาน ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าเจดีย์องค์เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เก่ากว่าเรื่องเล่ามาก
รอบพระธาตุมีใบเสมาปักอยู่ และในการขุดค้นพบแผ่นหินสลักเรื่องมโหสถชาดก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14–15 ปัจจุบันพระธาตุยาคูเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์
07ความสำคัญและข้อถกเถียง
เมืองฟ้าแดดสงยางแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมทวารวดีในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัว เด่นชัดที่สุดคือประเพณีปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมศาสนสถาน ซึ่งพบมากในลุ่มแม่น้ำชีและแอ่งสกลนคร
นักวิชาการหลายท่าน เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่าใบเสมาอีสานพัฒนามาจากประเพณีปักหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ แล้วถูกปรับให้เข้ากับพุทธศาสนา และมองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอีสานเอง ไม่พบแบบเดียวกันในอินเดียหรือลังกา ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่รายละเอียดว่าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างไรยังต้องศึกษาต่อ
อีกประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างเมืองฟ้าแดดสงยางกับเมืองทวารวดีในภาคกลาง นักวิชาการยังเห็นต่างกันว่าเมืองในอีสานเหล่านี้อยู่ใต้รัฐเดียวกัน หรือเป็นชุมชนอิสระที่รับวัฒนธรรมร่วมกันผ่านศาสนาและการค้า
08เมืองพิธีกรรมหรือเมืองหลวง
แม้เมืองจะมีเจดีย์และวิหารมาก แต่นักโบราณคดีพบเนินที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่น้อยกว่าที่คาด บางท่านจึงตีความว่าฟ้าแดดสงยางอาจไม่เคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ทำหน้าที่ด้านเศรษฐกิจหรือการปกครอง แต่เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจากชุมชนรอบข้างเดินทางมาร่วม อย่างไรก็ดี ร่องรอยเตาและเศษภาชนะจำนวนมากแสดงว่ามีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ด้วย
อีกมุมหนึ่งมาจากทาเครุ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ซึ่งพยายามเทียบเมืองนี้กับชื่อรัฐ "เหวินตาน" ในบันทึกจีนสมัยราชวงศ์ถัง โดยเสนอว่าฟ้าแดดสงยางอาจเป็นเมืองหลวงชั้นนอก และพื้นที่แถบกันทรวิชัยเป็นเมืองหลวงชั้นใน แต่โฮชิโนเองก็ย้ำว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงการตีความเบื้องต้น
หลักฐานยังบอกถึงการติดต่อกับหลายภูมิภาค ศิลปะพุทธและภาชนะลายเชือกทาบคล้ายกับเมืองทวารวดีในลุ่มเจ้าพระยา ส่วนจารึกภาษาสันสกฤตและรูปทรงภาชนะบางแบบชี้ไปทางเจนละ เมืองนี้จึงน่าจะเป็นจุดที่วัฒนธรรมหลายสายมาบรรจบกันริมลำน้ำปาว
09ตำนานพระยาฟ้าแดดกับนางฟ้าหยาด
ตามตำนานพื้นบ้านที่จารในใบลานอักษรลาว และพระอริยานุวัตร เขมจารี ถอดความเป็นภาษาไทยปัจจุบัน ในอดีตมีสองเมืองใหญ่ค้าขายกันทางลำน้ำ คือเมืองฟ้าแดดทางใต้และเมืองเชียงโสมทางเหนือ วันหนึ่งพระยาจันทราช เจ้าเมืองเชียงโสม หลงทางขณะออกล่าสัตว์ แล้วได้พบนางฟ้าหยาด ธิดาของพระยาฟ้าแดด ทั้งสองลักลอบพบกันจนนางตั้งครรภ์
ตามตำนาน เมื่อพระยาจันทราชส่งทูตมาสู่ขออย่างเป็นทางการ พระยาฟ้าแดดกลับรู้สึกถูกหมิ่นและปฏิเสธ จนเกิดสงครามที่พระยาจันทราชสิ้นพระชนม์ในสนามรบ นางฟ้าหยาดรู้ข่าวก็ตรอมใจสิ้นใจตาม พระยาฟ้าแดดจึงรวมอัฐิของทั้งสองไว้ในโกศทองคำ แล้วสร้างเจดีย์บรรจุไว้ ภายหลังพระยาธรรม อนุชาของพระยาจันทราช รวบรวมเมืองพันธมิตรมาตีเมืองฟ้าแดดจนต้องยอมแพ้
เรื่องเล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมชาวบ้านผูกซากเจดีย์ในเมืองโบราณเข้ากับเรื่องความรัก แต่เป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคหลังมาก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีหรือจารึกยืนยันว่ามีกษัตริย์ชื่อเหล่านี้จริง
10ปัจจุบัน
แนวคูเมือง ฐานโบราณสถาน และใบเสมาจำนวนหนึ่งยังเห็นได้ในพื้นที่ บางชิ้นจัดเก็บไว้ที่วัดในหมู่บ้าน พระธาตุยาคูได้รับการขุดแต่งและบูรณะโดยกรมศิลปากรในช่วง พ.ศ. 2510–2522 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545
ผู้สนใจสามารถชมพระธาตุยาคูและโบราณสถานในเมืองฟ้าแดดสงยาง แล้วชมใบเสมาที่ย้ายไปจัดแสดงได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์อาศัยริมลำน้ำปาว
ชุมชนขยายตัวต่อเนื่อง
ฝังศพนอนเหยียดยาว หันศีรษะไปทางตะวันตก ไม่มีของอุทิศ
สร้างศาสนสถาน พระธาตุยาคู และปักใบเสมาจำนวนมาก
ฝังศพครั้งแรกและครั้งที่สองในภาชนะดินเผา พร้อมเครื่องประดับสำริดและลูกปัด
แผ่นหินสลักเรื่องชาดกที่พบบริเวณพระธาตุยาคู
ชั้นดินบนสุดพบร่องรอยการปลงศพด้วยการเผา
กรมศิลปากรขุดแต่งและบูรณะพระธาตุยาคู
พบโบราณสถาน 14 แห่ง รวมอุโบสถที่มีใบเสมาล้อม
ผาสุข อินทราวุธ ขุดหลุมทดสอบ 9 หลุม ยืนยันการอยู่อาศัยตั้งแต่ราว 300 ปีก่อน ค.ศ.
พบใบเสมานอกคูเมือง
ประกาศเป็นโบราณสถาน
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางอยู่ในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ชมพระธาตุยาคู ฐานโบราณสถาน และใบเสมาบางส่วนได้ในพื้นที่ ใบเสมาและโบราณวัตถุสำคัญจากแหล่งนี้จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ญาคู คือพระผู้ใหญ่
ชื่อพระธาตุยาคูมาจากคำอีสาน "ญาคู" ที่ใช้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพ
รู้หรือไม่: อิฐผสมแกลบ
อิฐที่ใช้สร้างศาสนสถานในเมืองนี้ผสมแกลบข้าว สะท้อนว่าชาวเมืองปลูกข้าวเป็นหลัก
รู้หรือไม่: ใบเสมาเป็นของอีสาน
นักวิชาการไทยหลายท่านเห็นว่าการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในอีสานเอง
รู้หรือไม่: ฝังศพในไหคู่กับเจดีย์
แม้รับพุทธศาสนาแล้ว ชาวเมืองยังคงฝังกระดูกบรรพบุรุษในไหดินเผาตามประเพณีเดิม
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
ชื่อฟ้าแดดสงยางมาจากไหน
ใบเสมาที่นี่ต่างจากที่อื่นอย่างไร
พระธาตุยาคูเก่าแค่ไหน
ฟ้าแดดสงยางเป็นเมืองหลวงหรือไม่
ดูใบเสมาจากเมืองนี้ได้ที่ไหน
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงเมืองฟ้าแดดสงยาง อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Kalasin province - Wikipedia
- Kamalasai district - Wikipedia
- พระธาตุยาคู - วิกิพีเดีย
- Khon Kaen National Museum - Wikipedia
- Sema stone - Wikipedia
- ทวารวดีอีสาน เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตมั่นในหลักหิน - ศิลปวัฒนธรรม
- วิวัฒนาการจากหินตั้งสู่เสมา - ศิลปวัฒนธรรม
- Mueang Fa Daet Song Yang - Wikipedia
- โศกนาฏกรรมความรัก ในตำนานพื้นเมืองแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง - ศิลปวัฒนธรรม
- Wat Pho Chai Semaram - Thai Holiday Guide
- ห้องเสมาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน - ไทยโพสต์
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา