01ภูมิหลัง: เจ้านายรุ่นใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 (ค.ศ. 1862) เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์เติบโตในช่วงที่สยามต้องปรับตัวรับแรงกดดันจากชาติตะวันตก และได้เรียนทั้งภาษาไทย บาลี และอังกฤษ
พระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของรัชกาลที่ 5 และเป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่ยังหนุ่ม ตั้งแต่งานทหารมหาดเล็ก งานโรงเรียน ไปจนถึงงานการศึกษาของประเทศ ก่อนจะได้รับมอบหมายงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการดูแลหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 3 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
หนังสือประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายร้อยเรื่อง เช่น ไทยรบพม่า และนิทานโบราณคดี
เก็บรักษา/ชมได้ที่: หอสมุดแห่งชาติดูภาพถ่ายจริง ↗โบราณวัตถุที่ทรงนำเข้ากรุงเทพฯ ในสมัยของพระองค์
เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครดูภาพถ่ายจริง ↗วังที่ประทับของพระองค์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหอสมุดดำรงราชานุภาพ
เก็บรักษา/ชมได้ที่: วังวรดิศ กรุงเทพฯดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02วัยเยาว์และงานแรกในราชการ
พระนามเดิมคือพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และเป็นต้นราชสกุลดิศกุล เมื่อพระชนมายุ 13 พรรษา ใน พ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นธรรมเนียมการศึกษาของเจ้านายในสมัยนั้น ก่อนจะทรงเข้ารับการศึกษาด้านการทหาร
ใน พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ขณะพระชนมายุเพียง 18 พรรษา ทรงได้รับมอบหมายให้บังคับบัญชาทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาทรงรับผิดชอบงานโรงเรียนที่พระตำหนักสวนกุหลาบ และงานการศึกษาของแผ่นดิน ใน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ทรงได้รับเลือกให้ดูแลงานการศึกษาในคณะเสนาบดีชุดทดลองของรัชกาลที่ 5
ประสบการณ์ช่วงนี้หล่อหลอมวิธีทำงานของพระองค์ คือการลงมือจัดระบบจากศูนย์ การคัดคนที่มีความสามารถมาทำงาน และการเรียนรู้แบบอย่างจากต่างประเทศ แล้วปรับให้เข้ากับสภาพของสยาม วิธีคิดแบบนี้ปรากฏชัดอีกครั้งเมื่อพระองค์ย้ายไปดูแลกระทรวงมหาดไทย
การเดินทางตรวจราชการของเสนาบดีมหาดไทยกลายเป็นการเดินสำรวจอดีต ที่เปิดประตูสู่วิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย
03ผลงาน: กระทรวงมหาดไทยและระบบเทศาภิบาล
พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) พระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และอยู่ในตำแหน่งนี้ถึง พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) การตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือในปีที่เข้ารับตำแหน่งทำให้พระองค์เห็นว่าหัวเมืองแทบไม่ได้ขึ้นกับส่วนกลางจริง ๆ
พระองค์จึงวางระบบเทศาภิบาล โดยรวมหัวเมืองเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลที่ส่วนกลางแต่งตั้งไปดูแล ระบบนี้ช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ขยายบริการของรัฐ และทำให้หัวเมืองปลอดภัยขึ้น เป็นพื้นฐานของการปกครองส่วนภูมิภาคที่ไทยใช้มาจนถึงปัจจุบัน
การเดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองอย่างสม่ำเสมอยังพาพระองค์ไปพบเมืองโบราณ วัดร้าง และจารึกจำนวนมาก งานปกครองกับงานประวัติศาสตร์ของพระองค์จึงเดินคู่กันมาตั้งแต่ต้น
04งานมหาดไทยที่มากกว่าการปกครอง
ใน พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) หัวเมืองฝ่ายใต้และฝ่ายตะวันตกถูกโอนมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ทำให้กระทรวงดูแลหัวเมืองทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ต่อมาใน พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งวางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล โดยมีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นผู้ดูแล และใน พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ระบบมณฑลเทศาภิบาลก็ถูกจัดเป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร
งานของกระทรวงในยุคนั้นกว้างกว่าการปกครองมาก พระองค์ทรงมีบทบาทในการตั้งกรมป่าไม้ งานสาธารณสุข และงานสุขาภิบาล ใน พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) มีการตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมที่สมุทรสาคร ซึ่งถือเป็นสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย และเป็นต้นแบบของการปกครองท้องถิ่นในเวลาต่อมา
นักประวัติศาสตร์มองระบบเทศาภิบาลได้หลายแง่ ด้านหนึ่งคือการสร้างรัฐสมัยใหม่ที่ช่วยให้สยามรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคม อีกด้านหนึ่งคือการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้อำนาจของเจ้าเมืองและเจ้านายท้องถิ่นในล้านนา อีสาน และหัวเมืองมลายูลดลงอย่างมาก จนเกิดแรงต้านในบางพื้นที่
05พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย
พระองค์ทรงนิพนธ์และชำระงานด้านประวัติศาสตร์ไว้จำนวนมาก ที่รู้จักกันกว้างขวางคือไทยรบพม่า ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) งานนี้เล่าประวัติศาสตร์ไทยเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อรักษาเอกราช และกลายเป็นกรอบการเล่าประวัติศาสตร์ไทยที่มีอิทธิพลมากที่สุดกรอบหนึ่ง
พระองค์ยังสนใจโบราณคดีอย่างจริงจัง ทรงเสนอว่านครปฐมน่าจะเป็นศูนย์กลางของทวารวดี โดยดูจากจำนวนและความเก่าแก่ของเจดีย์ โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ แม้ข้อเสนอนี้จะถูกนักวิชาการรุ่นหลังตั้งคำถาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทวารวดีอย่างเป็นระบบ
ในทางสถาบัน พระองค์มีบทบาทสำคัญต่อหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นหอสมุดแห่งชาติ และต่อพิพิธภัณฑ์ที่กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) เพื่อดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานด้านวรรณคดีกับโบราณคดี พระองค์ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก และทรงงานใกล้ชิดกับนักวิชาการต่างชาติ เช่น ยอร์ช เซเดส์
06ทรงงานใต้สามรัชกาลและพระนิพนธ์สำคัญ
เมื่อทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทยใน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย พระองค์ไม่ได้ทรงพักนาน วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2458 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรใน พ.ศ. 2466 และในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นอภิรัฐมนตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ก่อนจะทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาใน พ.ศ. 2469
ระหว่างดูแลหอพระสมุด พระองค์ทรงรวบรวมและชำระพงศาวดาร ตำนาน และเอกสารเก่าจำนวนมาก แล้วจัดพิมพ์เผยแพร่เป็นชุดประชุมพงศาวดาร หนังสือจำนวนมากพิมพ์แจกในงานศพ ทำให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กระจายออกไปสู่คนทั่วไป ธรรมเนียมพิมพ์หนังสือแจกในงานศพนี้ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้
พระนิพนธ์ที่ยังคนอ่านกันอยู่ ได้แก่ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ซึ่งเป็นงานบุกเบิกด้านประวัติศิลปะไทย นิทานโบราณคดีที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ตรวจราชการอย่างมีชีวิตชีวา ความทรงจำซึ่งเป็นอัตชีวประวัติ และเล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ที่นักวิชาการปัจจุบันศึกษาในฐานะบันทึกเชิงชาติพันธุ์วรรณนา งานเหล่านี้ช่วยปูทางให้การศึกษาเรื่องทวารวดีและสุวรรณภูมิในเวลาต่อมา
07บทบาทต่อการค้นพบเมืองโบราณ: ศรีเทพและไชยา
ระหว่างการตรวจราชการหัวเมือง พระองค์ทรงพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ในเขตเพชรบูรณ์ราว พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) บางแหล่งระบุว่าเป็น พ.ศ. 2448 เมืองนี้ต่อมาได้รับการขุดค้นและพัฒนาเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)
ทางภาคใต้ ราว พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) พระองค์ทรงนำพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากวัดพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13–14 และถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่งดงามที่สุดของศิลปะแบบศรีวิชัย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เหตุการณ์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่า การที่ผู้ปกครองระดับสูงสนใจของเก่าและบันทึกสิ่งที่พบ ช่วยให้โบราณสถานและโบราณวัตถุหลายชิ้นได้รับการรักษาไว้ ก่อนที่วิชาโบราณคดีสมัยใหม่จะเข้ามาในไทยอย่างเต็มที่
08ลี้ภัยที่ปีนังและบั้นปลายชีวิต
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) พระองค์ซึ่งเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของระบอบเดิม ต้องเสด็จไปประทับที่ปีนัง ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ในช่วงนี้พระองค์ยังคงทรงงานนิพนธ์และติดต่อทางหนังสือกับผู้คนในสยาม
พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) พระองค์เสด็จกลับกรุงเทพฯ และสิ้นพระชนม์ในอีกราวหนึ่งปีต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมเป็นวันดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ พ.ศ. 2544
09ชีวิตเรียบง่ายที่ปีนังและสาส์นสมเด็จ
ที่ปีนัง พระองค์ประทับที่บ้านที่เรียกกันว่าบ้านซินนามอน พร้อมพระธิดาที่ตามเสด็จไปดูแล รายได้ของพระองค์ลดลงมาก เพราะเบี้ยบำนาญถูกตัดลดหลายครั้ง พระธิดาต้องช่วยกันประหยัดรายจ่ายในบ้าน มีเรื่องเล่าว่าเมื่อมีผู้เสนอผลประโยชน์ทางการเงินเพื่อแลกกับเงื่อนไขบางอย่าง พระองค์ทรงปฏิเสธ โดยมีใจความว่าศักดิ์ศรีของพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน
ช่วงที่ปีนังเป็นช่วงที่พระองค์ทรงงานเขียนอย่างต่อเนื่อง จดหมายโต้ตอบระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครอบคลุมเรื่องศิลปะ วรรณคดี อักษรโบราณ สถาปัตยกรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ต่อมาได้รับการรวมพิมพ์เป็นชุดสาส์นสมเด็จ ซึ่งยาวหลายสิบเล่ม และเป็นคลังความรู้สำคัญของวงวิชาการไทย
พระองค์ประทับที่ปีนังรวมเกือบสิบปี ก่อนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ขณะนั้นพระพลานามัยทรุดลง ทั้งการเคลื่อนไหวและการได้ยิน หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดา ได้บันทึกช่วงวาระสุดท้ายไว้ในหนังสือของท่าน ซึ่งเล่าว่าพระองค์ยังทรงสนทนาและตรัสหยอกล้อกับครอบครัวได้จนถึงวันสิ้นพระชนม์ เมื่อพระชันษา 81 ปี
10มรดกและข้อถกเถียง
ใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) วาระครบ 100 ปีชาตกาล ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้
นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังยอมรับว่างานของพระองค์เป็นรากฐานของวิชาประวัติศาสตร์ไทย แต่ก็วิจารณ์ด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่าแนวทางของพระองค์ผสานพงศาวดารแบบราชสำนักเข้ากับวิธีเขียนประวัติศาสตร์แบบตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ขณะที่นักวิชาการอีกหลายคนเห็นว่างานเหล่านี้เน้นชาตินิยม และให้พื้นที่น้อยแก่ผู้คนนอกราชสำนักหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น
การอ่านงานของพระองค์ในวันนี้จึงต้องอ่านอย่างเข้าใจยุคสมัย เป็นงานของผู้บุกเบิกที่วางคำถามและข้อมูลไว้มากมาย ซึ่งคนรุ่นหลังยังคงใช้ ตรวจสอบ และถกเถียงต่อ
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาชุ่ม
เริ่มวางระบบเทศาภิบาลและมณฑล
วางโครงสร้างหมู่บ้านและตำบล มีผู้ใหญ่บ้านและกำนัน
ระหว่างตรวจราชการในเขตเพชรบูรณ์ (บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2448)
นำมาถวายรัชกาลที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
หลังดำรงตำแหน่งราว 23 ปี และในปีเดียวกันทรงเป็นสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ
งานประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูง
ทรงเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7
ดูแลหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และงานโบราณคดี
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หลังประทับที่ปีนังเกือบสิบปี
คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก
เมืองที่พระองค์ทรงพบเมื่อราว 120 ปีก่อน
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: วันดำรงราชานุภาพ
ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 วันที่ 1 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิ้นพระชนม์ ได้รับการกำหนดให้เป็นวันดำรงราชานุภาพ
รู้หรือไม่: ทวารวดีที่นครปฐม
พระองค์ทรงเสนอว่านครปฐมเป็นศูนย์กลางทวารวดี เพราะมีเจดีย์เก่าแก่มากที่สุด โดยเฉพาะพระปฐมเจดีย์ ปัจจุบันนักวิชาการยังถกเถียงว่าศูนย์กลางอยู่ที่ใด หรืออาจมีหลายศูนย์กลาง
รู้หรือไม่: ศรีเทพจากโต๊ะทำงานถึงมรดกโลก
เมืองโบราณที่พระองค์ทรงพบระหว่างตรวจราชการเมื่อราว พ.ศ. 2447 ได้เป็นมรดกโลกใน พ.ศ. 2566 ห่างกันราว 120 ปี
รู้หรือไม่: หนังสืองานศพ
หนังสือประวัติศาสตร์จำนวนมากที่หอพระสมุดจัดพิมพ์ในยุคของพระองค์ถูกแจกในงานศพ ทำให้เอกสารเก่ากระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นธรรมเนียมที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
ทำไมพระองค์จึงได้รับยกย่องเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย
ระบบเทศาภิบาลคืออะไร
ทำไมพระองค์ต้องประทับที่ปีนัง
สาส์นสมเด็จคืออะไร
ข้อเสนอของพระองค์ยังใช้ได้อยู่ไหม
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (5)
บทความเหล่านี้พูดถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Damrong Rajanubhab (Wikipedia)
- Thai Rop Phama / Our Wars with the Burmese (Wikipedia)
- Si Thep Historical Park (Wikipedia)
- Si Thep district (Wikipedia)
- Avalokiteshvara of Chaiya (Wikipedia)
- The Ancient Town of Si Thep and its Associated Dvaravati Monuments (UNESCO)
- Royal Society of Thailand (Wikipedia)
- National Library of Thailand (Wikipedia)
- Dvaravati (Wikipedia)
- กรมดำรง เสนาบดีมหาดไทย เจ้านายทรงงานเก่ง (ศิลปวัฒนธรรม)
- กรมดำรงซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ชีวิตที่ปีนัง (ศิลปวัฒนธรรม)
- ลมหายใจสุดท้าย กรมดำรง (ศิลปวัฒนธรรม)
- ทรูปลูกปัญญา: สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
- เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ ชาติพันธุ์วรรณนาในพระนิพนธ์ (วารสารดำรงวิชาการ)
- สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับสุวรรณภูมิศึกษา (วารสารดำรงวิชาการ)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา