01จากหอคองคอเดียสู่วังหน้า
เรื่องของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มจากของสะสมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงรวบรวมโบราณวัตถุและสิ่งของแปลกตาไว้ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำออกจัดแสดงแก่สาธารณชนที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดเมื่อ 19 กันยายน 2417 วันนี้รัฐบาลจึงกำหนดให้เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทยเมื่อ พ.ศ. 2538
ใน พ.ศ. 2430 พิพิธภัณฑ์ย้ายมาอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาในรัชกาลที่ 1 และว่างลงหลังยกเลิกตำแหน่งวังหน้า
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นที่วังหน้าทั้งหมดถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร และเมื่อ พ.ศ. 2477 พิพิธภัณฑ์เข้าอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ใช้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนถึงปัจจุบัน
แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำสูง เปิดวันพุธถึงอาทิตย์ ควรตรวจวันเวลาเปิดจากเว็บไซต์กรมศิลปากรก่อนไป
13.757617, 100.492517พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02อาคารและการจัดแสดง
พิพิธภัณฑ์มีอาคารหลายยุคอยู่รวมกัน ส่วนที่เป็นของวังหน้าเดิม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งสร้าง พ.ศ. 2330 เพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน และหมู่พระวิมาน ซึ่งเป็นที่ประทับเดิม
สำหรับผู้สนใจยุคโบราณ อาคารสำคัญคืออาคารมหาสุรสิงหนาท ตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์แรก ใช้จัดแสดงโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี และศิลปะเอเชีย ส่วนอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปะสมัยหลัง เช่น สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์
พิพิธภัณฑ์ปรับปรุงห้องจัดแสดงเป็นระยะ อาคารมหาสุรสิงหนาทเคยปิดปรับปรุงหลัง พ.ศ. 2562 การจัดวางวัตถุในแต่ละห้องจึงอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา
เดินผ่านห้องไม่กี่ห้องในวังหน้า ก็เหมือนได้เดินทางจากนครปฐม ไชยา สระแก้ว ไปจนถึงสุโขทัย
03พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2330 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ผนังภายในเขียนภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่สำคัญชิ้นหนึ่งของกรุงเทพฯ ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์จึงได้เห็นทั้งพระพุทธรูปและงานช่างเขียนในอาคารเดียวกัน
ตามตำนาน พระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นที่ลังกาตั้งแต่ราว พ.ศ. 700 แล้วเดินทางผ่านหลายเมือง ทั้งสุโขทัย พิษณุโลก อยุธยา กำแพงเพชร และเชียงราย ก่อนไปประดิษฐานที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2338 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทอัญเชิญจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ และประดิษฐานไว้ที่วังหน้า
ในไทยมีพระพุทธรูปอย่างน้อยสามองค์ที่ได้รับการนับถือว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ คือองค์ที่กรุงเทพฯ องค์ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และองค์ที่หอพระพุทธสิหิงค์ นครศรีธรรมราช นักประวัติศาสตร์ศิลป์ใช้รูปแบบศิลปะกำหนดอายุ เช่น องค์ที่นครศรีธรรมราชจัดอยู่ในศิลปะอยุธยา ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึง 16 ซึ่งใหม่กว่าที่ตำนานเล่ามาก ตำนานกับหลักฐานศิลปะจึงต้องอ่านแยกกัน
ทุกช่วงสงกรานต์ พระพุทธสิหิงค์องค์นี้จะถูกอัญเชิญออกจากพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนสรงน้ำ เช่นในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครร่วมกับกรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ลานคนเมืองระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน ประเพณีนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ผูกพันกับชีวิตของคนกรุงเทพฯ มากกว่าเป็นเพียงที่เก็บของเก่า
04ราชรถและตำหนักแดง ร่องรอยชีวิตในวังหน้า
โรงราชรถของพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาราชรถขนาดใหญ่ ชิ้นสำคัญคือพระมหาพิชัยราชรถ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้สร้างใน พ.ศ. 2338 ใช้อัญเชิญพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายชั้นสูงในงานพระเมรุมาศ ราชรถเหล่านี้ยังถูกนำออกไปใช้งานจริงเมื่อมีพระราชพิธี จึงเป็นวัตถุที่ยังมีชีวิตอยู่ในพิธีกรรมของรัฐ
อีกอาคารหนึ่งที่ผู้ชมมักชอบคือตำหนักแดง เรือนไม้สักทาสีแดงที่เดิมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางในรัชกาลที่ 1 ภายในจัดแสดงเครื่องใช้สมัยต้นรัตนโกสินทร์ และของใช้ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์
พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งเดิมเป็นท้องพระโรงของวังหน้า ปัจจุบันเป็นห้องประวัติศาสตร์ไทย อาคารเหล่านี้ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นทั้งที่จัดแสดงวัตถุและเป็นโบราณสถานในตัวเอง ผู้ชมเดินอยู่ในวังที่เคยมีผู้คนอาศัยจริงเมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน
05หลักฐานยุคทวารวดี
ห้องทวารวดีมีธรรมจักรศิลาที่สำคัญชิ้นหนึ่ง สูงราว 106 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางราว 88 เซนติเมตร พบที่วัดเสน่ห์ จังหวัดนครปฐม ซี่ล้อเจาะทะลุจนดูโปร่งบาง ขอบล้อสลักลายเปลวไฟ และมีจารึกภาษาบาลีอักษรปัลลวะ ยกข้อความจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12–16
ธรรมจักรแบบตั้งบนเสาเป็นของที่พบเฉพาะในวัฒนธรรมทวารวดีของไทย มักพบคู่กับรูปกวางหมอบ ซึ่งชี้ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา หลักฐานนี้แสดงว่าคนทวารวดีเข้าใจความหมายของธรรมจักรอย่างลึกซึ้ง
ห้องเดียวกันมีงานปูนปั้นจากเมืองคูบัว ราชบุรี เช่นภาพนักดนตรีหญิงจากเจดีย์หมายเลข 10 และพระพุทธรูปศิลาทวารวดีขนาดใหญ่ สูงรวมฐานราว 330 เซนติเมตร ที่พบที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2469 แล้วล่องแพลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2471
06ศรีวิชัย ลพบุรี และจารึกสำคัญ
ชิ้นที่หลายคนเรียกว่างามที่สุดของพิพิธภัณฑ์คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดจากไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สูงราว 63 เซนติเมตร เหลือเพียงพระวรกายท่อนบน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพบที่วัดพระบรมธาตุไชยา ราว พ.ศ. 2448 แหล่งข้อมูลต่าง ๆ กำหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13–15 นักวิชาการบางท่านโยงกับจารึกวัดเสมาเมือง พ.ศ. 1318 แต่บางท่านเห็นว่ารูปแบบศิลปะน่าจะใหม่กว่านั้น
ในห้องเดียวกันยังมีพระวิษณุสี่กรจากอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ประติมากรรมรุ่นแรกที่ยืนยันการติดต่อกับอินเดียทางฝั่งอันดามัน ส่วนห้องลพบุรีจัดแสดงประติมากรรมเขมรในไทย รวมถึงประติมากรรมสำริดพระศิวะที่เรียกกันว่าโกลเด้นบอย และสตรีพนมมือ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนส่งคืนไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567
พิพิธภัณฑ์ยังเก็บรักษาศิลาจารึกสด๊กก๊อกธมจากจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นหลักฐานหลักเรื่องลัทธิเทวราชของเขมร และศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หรือจารึกหลักที่ 1 ที่รัชกาลที่ 4 ทรงพบที่สุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 2376 ขณะยังทรงผนวช และย้ายมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมื่อ พ.ศ. 2511
07โกลเด้นบอย การเดินทางกลับบ้านของประติมากรรมสำริด
ประติมากรรมสำริดที่ได้ชื่อเล่นว่าโกลเด้นบอย เป็นรูปบุคคลยืนสำริดกะไหล่ทอง สูงราว 130 เซนติเมตร อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ตามรายงานของข่าวสดภาษาอังกฤษ ผู้พบคือชาวบ้านบ้านโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ขุดหามันป่าเมื่อ พ.ศ. 2517 และต่อมาขายไปให้ชาวต่างชาติ
ประติมากรรมถูกลักลอบนำออกนอกประเทศในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ผ่านเครือข่ายของดักลาส แลตช์ฟอร์ด นักค้าโบราณวัตถุ ก่อนจะไปอยู่ในมือนักสะสมและถูกมอบให้พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนใน พ.ศ. 2531 เมื่อมีหลักฐานว่าออกจากไทยโดยผิดกฎหมาย พิพิธภัณฑ์จึงถอนออกจากคอลเลกชันและส่งคืนพร้อมรูปสตรีพนมมือ ทั้งสองชิ้นถึงไทยเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567 และเปิดให้ชมในห้องลพบุรีตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2567
รูปนี้เป็นใครยังมีความเห็นต่างกัน พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนเคยเรียกว่ารูปพระศิวะยืน โดยใส่เครื่องหมายคำถามไว้ ภัณฑารักษ์บางท่านเสนอว่าอาจเป็นรูปกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ทำหน้าที่ทั้งเป็นรูปเคารพและเป็นรูปบรรพบุรุษ การกลับมาของชิ้นนี้ยังจุดประเด็นให้ไทยติดตามโบราณวัตถุที่ถูกนำออกไปชิ้นอื่น ๆ อีกด้วย
08ข้อถกเถียงรอบวัตถุชิ้นสำคัญ
ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นวัตถุที่ถูกถกเถียงมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ใน พ.ศ. 2530 ไมเคิล วิกเคอรี ตั้งคำถามเรื่องอักษร คำศัพท์ และเนื้อหา ปีต่อมา พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่าจารึกอาจทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
นักวิชาการอีกฝ่ายโต้แย้งด้วยหลักฐานทางภาษาและการวิเคราะห์ผิวหินด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเมื่อ พ.ศ. 2533 ซึ่งสนับสนุนว่าจารึกมีอายุเก่าจริง ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกนี้เป็นความทรงจำแห่งโลกเมื่อ 2 กันยายน 2546 แต่ข้อถกเถียงทางวิชาการก็ยังไม่ยุติทั้งหมด
วัตถุอีกหลายชิ้นก็ยังถูกถกเถียงเรื่องอายุและที่มา เช่น พระโพธิสัตว์ไชยา ว่าหล่อในคาบสมุทรภาคใต้หรือได้อิทธิพลโดยตรงจากชวา การชมพิพิธภัณฑ์จึงเป็นโอกาสให้เห็นทั้งตัวหลักฐานและคำถามที่นักวิชาการยังค้นหาคำตอบ
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
ในพระราชวังบวรสถานมงคล
พระพุทธสิหิงค์มาจากเชียงใหม่ และสร้างพระมหาพิชัยราชรถ
รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช พบที่สุโขทัย
ที่หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง
พิพิธภัณฑ์ย้ายมาพระราชวังบวรสถานมงคล
กรมพระยาดำรงฯ พบที่วัดพระบรมธาตุไชยา
ปรับเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับพระนครในรัชกาลที่ 7
อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร
จารึกมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์
ชาวบ้านละหานทราย บุรีรัมย์ ขุดพบขณะหามันป่า
มอบโดยนักสะสมหลังถูกนำออกนอกประเทศ
ครม. กำหนดให้ 19 กันยายนเป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนจารึกพ่อขุนรามคำแหง
โกลเด้นบอยและสตรีพนมมือกลับคืนไทย
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อยู่บนถนนหน้าพระธาตุ ใกล้สนามหลวง ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับโรงละครแห่งชาติ ในความดูแลของกรมศิลปากร ผู้สนใจยุคโบราณควรเริ่มที่อาคารมหาสุรสิงหนาท แล้วต่อด้วยพระที่นั่งพุทไธสวรรย์และหมู่พระวิมาน การจัดวางวัตถุอาจเปลี่ยนตามการปรับปรุงห้องจัดแสดง
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: วันพิพิธภัณฑ์ไทย
วันที่ 19 กันยายนของทุกปีมาจากวันเปิดหอมิวเซียมที่หอคองคอเดียเมื่อ พ.ศ. 2417
รู้หรือไม่: ชื่ออาคารจากวังหน้า
อาคารมหาสุรสิงหนาทตั้งชื่อตามกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้สร้างวังหน้าในรัชกาลที่ 1
รู้หรือไม่: พระพุทธรูปล่องแพ
พระพุทธรูปทวารวดีองค์ใหญ่จากสุโขทัยล่องแพมากรุงเทพฯ ระหว่างทางมีคนมากราบไหว้จนแพแทบจม
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เก่าแค่ไหน
ถ้าสนใจยุคโบราณ ควรเริ่มชมตรงไหน
พระพุทธสิหิงค์ที่นี่เป็นองค์จริงหรือไม่
โกลเด้นบอยมาจากไหน
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงจัดแสดงที่นี่หรือไม่
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (10)
บทความเหล่านี้พูดถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Bangkok National Museum - Wikipedia
- Dharmachakra, Bangkok National Museum - SEA Arts, SAC
- Avalokiteshvara of Chaiya - Wikipedia
- Avalokitesvara Bodhisattva - SEA Arts, SAC
- Ram Khamhaeng Inscription - Wikipedia
- ๑๙ กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย - กรมประชาสัมพันธ์
- พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของไทย - ศิลปวัฒนธรรม
- อาคารมหาสุรสิงหนาท - ศิลปวัฒนธรรม
- พระพุทธรูปทวารวดีจากสุโขทัย - ศิลปวัฒนธรรม
- Two ancient artifacts displayed in National Museum - PRD
- H.R.H. Princess Sirivannavari Visits Bangkok National Museum - PRD
- Phra Phuttha Sihing - Wikipedia
- Standing Shiva (?) - Wikipedia
- Discoverer of Golden Boy regrets damage - Khaosod English
- อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ สงกรานต์ 2568 - The Standard
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา