01เนินเขาสี่ลูกริมแม่น้ำท่าตะเภา
เขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ไม่ไกลจากตัวเมืองชุมพรในปัจจุบัน ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งกระจายอยู่บนและรอบเนินเขาเตี้ย ๆ สี่ลูก ติดกับแม่น้ำท่าตะเภาซึ่งไหลออกสู่อ่าวไทย
ชุมพรอยู่ตรงช่วงแคบของคาบสมุทร ใกล้กับคอคอดกระ จากที่นี่เดินทางข้ามเขาไปถึงฝั่งทะเลอันดามันได้ในระยะไม่ไกล ทำเลนี้ทำให้เขาสามแก้วกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้กับอ่าวเบงกอล พ่อค้าไม่ต้องแล่นเรืออ้อมแหลมมลายูทั้งหมด แต่ขนสินค้าข้ามแผ่นดินแทน
หลักฐานหลักฐานสำคัญ 2 ชิ้น
ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons
ลูกปัดแบบอินเดียที่บางส่วนผลิตในเมืองท่าแห่งนี้
เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพรดูภาพถ่ายจริง ↗ภาชนะสำริดผนังบาง สะท้อนช่างโลหะฝีมือสูง
เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพรดูภาพถ่ายจริง ↗แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่
จุดกะพริบคือเขาสามแก้ว ชุมพร จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน
GPSพิกัดและการนำทาง
แม่นยำปานกลาง พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง
10.527200, 99.182000พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด
02การค้นพบและการขุดค้น
ชาวบ้านในพื้นที่พบลูกปัดหินและลูกปัดแก้วมานาน และมีการลักลอบขุดหาลูกปัดไปขาย กรมศิลปากรเข้าสำรวจแหล่งนี้ในช่วงทศวรรษ 2520
งานขุดค้นครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548–2552 โดยคณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งมีเบเรนิซ เบลลินา จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) เป็นผู้นำฝ่ายฝรั่งเศส ทีมงานขุดหลุมทดสอบถึง 136 หลุมเพื่อทำแผนผังของเมือง
ผลงานรวบรวมเป็นหนังสือชื่อ Khao Sam Kaeo: An Early Port-City between the Indian Ocean and the South China Sea ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ถือเป็นรายงานที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับเมืองท่ายุคแรกในคาบสมุทรไทย
บนเนินเขาเตี้ย ๆ ริมแม่น้ำท่าตะเภา ช่างจากอินเดียเคยนั่งเจียลูกปัดข้างคนพื้นเมือง ขณะที่ไหจากจีนวางเรียงอยู่ในย่านเดียวกัน
03เมืองที่มีกำแพงและย่านต่าง ๆ
เขาสามแก้วมีพื้นที่ราว 52–55 เฮกตาร์ ในจำนวนนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยหนาแน่นอย่างน้อย 35 เฮกตาร์ นักโบราณคดีพบกำแพงดินและคันดินทางด้านตะวันออก รวมทั้งโครงสร้างควบคุมน้ำ และลานดินขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือเมืองถูกแบ่งเป็นย่าน แต่ละย่านมีกำแพงดินล้อมรอบ และดูเหมือนแยกตามอาชีพ เช่น ย่านช่างและย่านพ่อค้า บนเนินที่ 3 และเนินที่ 4 พบภาชนะดินเผาจากต่างแดนหนาแน่นเป็นพิเศษ นักวิชาการจึงเสนอว่าเป็นย่านที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่
ภาพที่ได้คือเมืองท่าที่มีการวางผังอย่างตั้งใจ มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงหมู่บ้านที่บังเอิญได้รับสินค้าจากเรือที่ผ่านมา
04ชั้นดิน การกำหนดอายุ และชีวิตประจำวัน
ชาวเขาสามแก้วตั้งบ้านเรือนบนที่สูงของเนินเขา เพราะพื้นที่ต่ำริมแม่น้ำมักถูกน้ำท่วมเป็นระยะ ในชั้นดินที่อยู่อาศัยพบเตาไฟและหลุมเสาเรียงซ้อนกันหลายระดับ แสดงว่ามีการปลูกสร้างบ้านใหม่ทับที่เดิมหลายครั้ง ตัวบ้านเป็นเรือนไม้ จึงเหลือเพียงร่องรอยหลุมเสา ส่วนที่เชิงเนินที่ 1 พบลานดินขนาดใหญ่สองแห่งและซากสิ่งก่อสร้างพร้อมทางเดิน
อายุของเมืองได้จากการหาค่าคาร์บอนกัมมันตรังสี ชั้นดินที่อยู่ใต้แนวกำแพงหลายช่วงมีเครื่องประดับแก้ว คาร์เนเลียน และอาเกต ซึ่งได้ค่าอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 4–3 ก่อน ค.ศ. หรือราว พ.ศ. 143–343 จึงเชื่อได้ว่าการผลิตเครื่องประดับเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพง ชาร์ลส์ ไฮแอม ประเมินว่าพื้นที่ภายในกำแพงมีราว 17 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมดราว 52 เฮกตาร์
หลักฐานการฝังศพที่ยืนยันได้มีเพียงแห่งเดียว คือภาชนะบรรจุกระดูกที่ขอบด้านเหนือของหุบที่ 3 ข้างในเป็นกระดูกที่ผ่านการเผาของเด็กสองคน อายุราว 11–15 ปี และ 0–2 ปี การที่พบหลุมศพน้อยมากทำให้ยังไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ของเมืองจัดการกับผู้ตายอย่างไร
05สิ่งที่พบ: งานช่างจากหลายแหล่ง
เขาสามแก้วเป็นแหล่งผลิตของมีค่า ทีมขุดค้นพบเศษวัสดุจากการทำลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต การหลอมแก้ว และงานโลหะ รวมถึงก้อนสำริดเนื้อดีบุกสูงที่น่าจะผลิตเพื่อส่งออก หลักฐานการตีเหล็กพบได้ตั้งแต่ราว 200 ปีก่อน ค.ศ. นักวิชาการเห็นว่าเทคนิคบางอย่างเป็นแบบอินเดีย จึงเสนอว่ามีช่างชาวอินเดียมาทำงานอยู่ที่นี่
ภาชนะดินเผามีทั้งแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากอินเดีย ไหทรงถังจากจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือสมัยราชวงศ์ฮั่น และภาชนะท้องถิ่นที่มีลวดลายคล้ายวัฒนธรรมซาหวิ่นห์ของเวียดนามกลาง นอกจากนี้ยังพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน หินคาร์เนเลียนแกะลายแบบโรมัน และแก้วสีน้ำเงินโคบอลต์
หลักฐานพืชก็บอกเรื่องการติดต่อได้เช่นกัน ทีมวิจัยพบถั่วเขียวที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย ข้าวที่ปลูกเลี้ยงแล้ว และข้าวฟ่างหางจิ้งจอก ส่วนรายงานท้องถิ่นกล่าวถึงลูกปัดที่มีอักษรพราหมีและชิ้นส่วนกลองมโหระทึกแบบดองซอนจากพื้นที่นี้ด้วย
06ตราประทับและชื่อของคนเมื่อ 2,200 ปีก่อน
ในบรรดาของจากเขาสามแก้วและเขาเสกที่อยู่ใกล้เคียง มีตราประทับและลูกปัดหินจารึกอักษรพราหมีภาษาปรากฤตกลุ่มหนึ่ง อุเทน วงศ์สถิตย์ และคณะ ศึกษาของกลุ่มนี้และพบว่าส่วนใหญ่เป็นชื่อบุคคล กำหนดอายุได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 3–1 ก่อน ค.ศ. เช่น โคมิตสะ ซึ่งแปลว่าตราของโคมิตะ และพมศโม ซึ่งตรงกับชื่อสันสกฤตพรหมศรมัน
บางชื่อบอกศาสนาของเจ้าของได้ เช่น ศฆิยศ ซึ่งตรงกับคำว่าสังฆิยะ หมายถึงผู้นับถือพุทธศาสนา และพุทธเทวสะ ซึ่งพบที่เขาเสก ตราของอสิลสะมีสัญลักษณ์ธงพระอินทร์ ส่วนลูกปัดที่จารึกชื่อลตาและโสนะ ผู้ศึกษาตีความว่าโสนะเกี่ยวข้องกับทอง จึงอาจเป็นของคนในกลุ่มช่างทอง
ที่น่าสนใจคือมีตราหลายชิ้นที่สะกดผิด เช่น ชื่ออนันทะที่วางเครื่องหมายผิดตำแหน่ง และลูกปัดที่สลักด้านหลังผิดไปจากด้านหน้า ผู้ศึกษาเห็นว่านี่เป็นงานของช่างท้องถิ่นที่ยังไม่คุ้นกับอักษรอินเดีย แปลว่ามีการสั่งทำตราในพื้นที่ ไม่ได้นำเข้ามาสำเร็จรูปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้ส่วนมากไม่ได้มาจากหลุมขุดค้น การกำหนดอายุจึงอาศัยรูปแบบตัวอักษรเป็นหลัก
07โลหะ หยก และทอง: โรงงานข้ามวัฒนธรรม
งานโลหะที่เขาสามแก้วรวมเทคนิคจากหลายแหล่ง ช่างทำชามสำริดแบบมีปุ่มกลางด้วยสำริดเนื้อดีบุกสูง และหล่อก้อนสำริดเพื่อส่งออก แม่พิมพ์ก้อนโลหะแบบมีปุ่มชี้ไปทางเทคโนโลยีของเอเชียใต้ ขณะที่ของบางชิ้นสะท้อนประเพณีโลหะของเวียดนามและจีนสมัยฮั่น ในส่วนของเหล็ก วัตถุเหล็กที่พบกว่าครึ่งเป็นตะกรัน และในพื้นที่ไม่มีแหล่งแร่เหล็ก ช่างจึงต้องนำวัตถุดิบมาจากที่อื่นแล้วมาตีขึ้นรูปที่นี่
หยกเนไฟรต์ที่พบมีทั้งชิ้นหยกที่ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมรอขึ้นรูปและแกนหินที่เหลือจากการเจาะ ผลวิเคราะห์ชี้ว่ามาจากแหล่งหินเฟิงเถียนในไต้หวัน การพบเศษจากการทำงานแบบนี้แปลว่าช่างที่เขาสามแก้วรับหยกดิบมาแปรรูปเอง นอกจากนี้ยังพบหินมัสโคไวต์สีเขียวที่มาจากเกาะมินโดโรในฟิลิปปินส์ด้วย
เครื่องประดับทองก็มีลักษณะผสม ลูกปัดทองบางเม็ดหุ้มด้วยแผ่นทองบาง ลูกปัดทรงหลายเหลี่ยมคล้ายแบบที่พบในพม่า และจี้บางชิ้นคล้ายของที่ออกแก้วในเวียดนามใต้ ส่วนของจากโลกโรมันที่มาถึงภายหลังก็มี เช่น หัวแหวนคาร์เนเลียนสีเหลืองอ่อนรูปเทพมาร์สสวมหมวกเกราะถือหอก อายุราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 3 แต่ไม่ทราบชั้นดินที่พบ
เรื่องแก้วยังเป็นประเด็นที่นักวิชาการถกกันอยู่ ดุสซูบิเยอและกราตูซเสนอว่าแก้วโซดาอะลูมินาสูตรหนึ่งที่พบที่นี่ไม่พบในแหล่งอินเดียใต้และศรีลังกา เขาสามแก้วจึงอาจเป็นแหล่งผลิตแก้วหลักเสียเอง ข้อเสนอนี้ท้าทายความเชื่อเดิมว่าแก้วทั้งหมดมาจากอินเดีย
08ความสำคัญและข้อถกเถียง
เขาสามแก้วเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย ในอดีตเคยเชื่อกันว่าคนพื้นเมืองรับอารยธรรมอินเดียผ่านพ่อค้าที่แวะมาเป็นครั้งคราว แต่หลักฐานที่นี่แสดงว่ามีช่างต่างชาติอยู่อาศัยระยะยาวและถ่ายทอดเทคนิคให้คนท้องถิ่น สินค้าที่ผลิตก็ทำตามรสนิยมของผู้ซื้อในหลายภูมิภาค ลูกปัดจากแหล่งในแถบนี้เดินทางไปไกลถึงฟิลิปปินส์
นักวิชาการยังเห็นต่างกันในบางประเด็น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าช่างอินเดียตั้งรกรากถาวรและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อีกฝ่ายเห็นว่าการมองแบบนี้ให้น้ำหนักกับอินเดียมากเกินไป และเสนอว่าเป็นการผสมผสานที่คนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญเท่า ๆ กัน งานวิเคราะห์ส่วนผสมของแก้วบางชิ้นยังชี้ว่าอาจมีแหล่งผลิตแก้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง
ซิง ชิว นักวิชาการด้านเศรษฐกิจโลกยุคโบราณ ยกข้อสังเกตของเบลลินาเองว่ายังไม่พบกองของเสียจากการผลิตหรือของใช้อินเดียที่หนาแน่นพอจะบอกว่ามีชุมชนชาวอินเดียตั้งถิ่นฐานอยู่ เขาจึงเสนอให้มองเป็นการผสมผสานที่ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่า แม้แต่ที่มาของดีบุกก็ยังสรุปไม่ตรงกัน เพราะงานช่วงแรกของทีมขุดค้นเสนอว่าโลหะนำเข้าจากอินเดีย ขณะที่งานรุ่นหลังเสนอว่าได้จากแหล่งท้องถิ่น
เขาสามแก้วมีอายุร่วมสมัยกับบ้านดอนตาเพชรในกาญจนบุรี ทั้งสองแห่งจัดเป็นหลักฐานยุคแรกสุดของการติดต่อระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือราวคริสต์ศตวรรษที่ 4–2 ก่อน ค.ศ.
09เขาสามแก้วในวันนี้
หลังคริสต์ศตวรรษที่ 1 กิจกรรมที่เขาสามแก้วลดลง เมืองท่าแห่งอื่นในคาบสมุทรเริ่มมีบทบาทแทน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน
แหล่งโบราณคดีอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเปิดให้เข้าชมได้ ผู้มาเยือนจะเห็นสภาพเนินเขาและภูมิประเทศริมแม่น้ำ ส่วนโบราณวัตถุสำคัญศึกษาเพิ่มเติมได้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
การอยู่อาศัยหนาแน่นเริ่มขึ้นบนเนินเขาทั้งสี่
ค่าคาร์บอน-14 จากชั้นดินใต้แนวกำแพง
พืชที่ปลูกเลี้ยงในอินเดียเดินทางมาถึงคาบสมุทรไทย
ตราชื่อบุคคลภาษาปรากฤต เช่น โคมิตะ และพุทธเทวะ
หลักฐานการตีเหล็กและงานช่างหลายประเภท
กิจกรรมลดลง เมืองท่าแห่งอื่นมีบทบาทแทน
ของแบบโรมันที่มาถึงหลังยุครุ่งเรือง ไม่ทราบชั้นดิน
แหล่งเป็นที่รู้จักจากลูกปัดที่ชาวบ้านพบ
ขุดหลุมทดสอบ 136 หลุม ทำแผนผังเมืองท่า
เผยแพร่ผลศึกษาแก้ว โลหะ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเขาสามแก้ว
บทความเสนอว่าเขาสามแก้วเป็นจุดรวมประเพณีโลหะข้ามเอเชีย
หนังสือรวมผลการศึกษาเขาสามแก้วฉบับสมบูรณ์
ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้
แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้วอยู่ในตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรและเข้าชมได้ พื้นที่เป็นเนินเขาและสวน ไม่มีโบราณสถานขนาดใหญ่ให้เห็น ควรชมโบราณวัตถุและนิทรรศการที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพรประกอบด้วย
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: หยกจากไต้หวัน
ที่เขาสามแก้วพบหยกเนไฟรต์ที่มาจากไต้หวัน แสดงว่าเครือข่ายการค้าเมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนกว้างไกลมาก
รู้หรือไม่: ถั่วเขียวจากอินเดีย
นักโบราณคดีพบเมล็ดถั่วเขียวสายพันธุ์ที่ปลูกเลี้ยงในอินเดีย การค้าจึงพาทั้งสินค้าและพืชอาหารข้ามทะเลมาด้วย
รู้หรือไม่: เมืองที่แบ่งย่าน
กำแพงดินภายในเมืองแบ่งพื้นที่เป็นย่านตามอาชีพและกลุ่มคน คล้ายย่านชาวต่างชาติในเมืองท่ายุคหลัง
รู้หรือไม่: ตราที่สะกดผิด
ตราประทับบางชิ้นจากเขาสามแก้วสะกดชื่อผิด นักวิชาการมองว่าเป็นงานของช่างท้องถิ่นที่กำลังหัดเขียนอักษรอินเดีย
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
เขาสามแก้วเก่ากว่าทวารวดีแค่ไหน
คนที่อยู่ที่เขาสามแก้วเป็นใคร
เมืองนี้มีกำแพงไว้ทำอะไร
เขาสามแก้วเกี่ยวกับสุวรรณภูมิอย่างไร
ทำไมเมืองนี้เสื่อมลง
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (2)
บทความเหล่านี้พูดถึงเขาสามแก้ว ชุมพร อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Khao Sam Kaeo (Wikipedia)
- Favereau: Cultural Dynamics in the Early Multi-ethnic Ports of the Upper Thai-Malay Peninsula (NUS Press)
- Glover & Bellina: Ban Don Ta Phet and Khao Sam Kaeo, the earliest Indian contacts re-assessed
- Borell, Bellina & Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
- GotoKnow: สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้
- ดำรงวิชาการ: การศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรภาคใต้ตอนบน
- Wongsathit et al.: Epigraphs on seals in Southern Thailand (JLC)
- Bead Research: Southeast Asia bibliography
- วารสารลุ่มน้ำโขง: บทวิจารณ์ Before Siam
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา