ยุครัฐโบราณ · สารานุกรม

เส้นทางการค้าทางทะเลและลูกปัด

ราวพุทธศตวรรษที่ 2–15 (ราว 4 ศตวรรษก่อน ค.ศ. ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 10)

เครือข่ายการเดินเรือที่อาศัยลมมรสุมเชื่อมอินเดีย จีน และดินแดนไทย ทิ้งร่องรอยไว้เป็นลูกปัดหินและแก้วนับไม่ถ้วน ไปจนถึงเรือสินค้าอาหรับอายุพันกว่าปี

พลังขับเคลื่อนลมมรสุมที่พัดสลับทิศตามฤดูกาล
เส้นทางยุคแรกขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย
สินค้าเด่นลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต ลูกปัดแก้ว ภาชนะดินเผา โลหะ ของป่า
แหล่งสำคัญบ้านดอนตาเพชร เขาสามแก้ว ภูเขาทอง ควนลูกปัด อู่ทอง
ลูกปัดอินโด-แปซิฟิกลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด อาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์
เรือพนมสุรินทร์เรือเย็บแบบอาหรับ พบ พ.ศ. 2556 ที่สมุทรสาคร อายุราว 1,200 ปี

01ลมที่พัดสลับทิศ

ทะเลรอบดินแดนไทยมีลมมรสุมที่เปลี่ยนทิศตามฤดูกาล ช่วงหนึ่งของปีลมพัดมาจากทางตะวันตกหรือตะวันตกเฉียงใต้ อีกช่วงหนึ่งลมพัดกลับมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักเดินเรือที่รู้จังหวะของลมจึงแล่นเรือไปและกลับได้ในรอบหนึ่งปี

ชาวเรือในหมู่เกาะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ใช้ความรู้นี้เดินทางไกลกลางมหาสมุทร ต่อมาพ่อค้าจากอินเดีย จีน และตะวันออกกลางก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทะเลจึงทำหน้าที่เหมือนถนนที่เชื่อมผู้คนต่างแดนเข้าหากัน

เพราะต้องรอลมเปลี่ยนทิศ พ่อค้าจึงต้องพักอยู่ในเมืองท่านานหลายเดือน ช่วงเวลานี้เองที่การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นมากกว่าแค่สินค้า ทั้งความเชื่อ ภาษา ตัวอักษร และเทคนิคงานช่างก็ถูกถ่ายทอดไปด้วย

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ทางลัดข้ามคาบสมุทร

ในยุคแรก เรือจากอินเดียมักไม่แล่นอ้อมแหลมมลายูลงไปทางใต้ แต่จอดที่ฝั่งทะเลอันดามัน แล้วขนสินค้าข้ามคาบสมุทรไทยตอนบนไปลงเรือที่ฝั่งอ่าวไทย บางช่วงของเส้นทางบกยาวราว 35 ไมล์ หรือราว 56 กิโลเมตร

หลักฐานของเส้นทางนี้คือคู่ชุมชนบนสองฝั่งคาบสมุทร ฝั่งอันดามันมีภูเขาทองในจังหวัดระนองและควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ ฝั่งอ่าวไทยมีเขาสามแก้วในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองท่ามีกำแพงดิน รุ่งเรืองราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 1 ก่อนคริสตกาล

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้สะดวกขึ้น ความจำเป็นในการขนสินค้าข้ามคาบสมุทรก็ลดลง ศูนย์กลางการค้าจึงค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ที่เมืองท่าบนเส้นทางทะเลสายใหม่

ลูกปัดเม็ดเล็กที่ชาวบ้านเก็บได้บนเนินดิน คือร่องรอยของลมมรสุมที่เคยพาเรือจากครึ่งโลกมาถึงชายฝั่งไทย

03ลูกปัดหิน: สินค้าที่บอกเล่าเรื่องราว

ในบรรดาสินค้าทั้งหมด ลูกปัดเป็นหลักฐานที่นักโบราณคดีพบมากที่สุด เพราะทนทานและมีรูปแบบเฉพาะที่บอกแหล่งที่มาได้ ลูกปัดหินคาร์เนเลียนสีแดงส้มและอาเกตลายแถบเป็นของมีค่าที่ผู้คนใช้แสดงฐานะ และมักฝังไปกับผู้ตาย

ที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนยุคเหล็กอายุราว 2,400 ปี พบลูกปัดหินกึ่งมีค่ามากกว่า 600 เม็ด และจี้คาร์เนเลียนรูปสิงโต ซึ่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย นักวิชาการเคยเชื่อว่าวัตถุดิบหรือตัวลูกปัดมาจากแคว้นคุชราตในอินเดีย

งานศึกษาของแบเรอนิซ แบลลินา นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ใช้วิธีศึกษาร่องรอยการเจาะ การขัด และรูปทรงของลูกปัด ทำให้แยกได้ว่าลูกปัดชิ้นใดนำเข้าจากอินเดีย และชิ้นใดช่างท้องถิ่นทำขึ้นเลียนแบบหรือปรับรูปแบบเอง การพบลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จในหลายแหล่งยิ่งยืนยันว่ามีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้

04ลูกปัดแก้วที่เดินทางไปทั่วโลก

นอกจากลูกปัดหิน ยังมีลูกปัดแก้วขนาดเล็กที่นักวิชาการเรียกว่าลูกปัดอินโด-แปซิฟิก ช่างทำโดยดึงแก้วหลอมออกเป็นหลอดยาว แล้วตัดเป็นท่อนเล็ก ๆ นำไปเผาให้ขอบมน ได้ลูกปัดสีเขียว เหลือง ดำ และแดงทึบ ขนาดราว 6 มิลลิเมตร

เทคนิคนี้เริ่มขึ้นในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราว 500–200 ปีก่อนคริสตกาล ลูกปัดชนิดนี้ถูกค้าขายไปไกลถึงแอฟริกาและยุโรป มีนักวิชาการเสนอว่ามันอาจเป็นสินค้าที่ค้าขายกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์

ควนลูกปัดในจังหวัดกระบี่ได้ชื่อมาจากลูกปัดจำนวนมหาศาลที่ชาวบ้านพบบนเนินดิน ที่นี่พบแท่งแก้ว ก้อนแก้วดิบ และเศษลูกปัด ซึ่งเป็นหลักฐานของโรงงานผลิตลูกปัดแก้วในท้องถิ่น ชุมชนในดินแดนไทยจึงเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต

05สินค้าและผู้คนจากแดนไกล

นอกจากลูกปัด แหล่งโบราณคดีริมทะเลยังพบของจากหลายทิศ ที่ภูเขาทองพบเศษภาชนะดินเผาที่มีอักษรทมิฬ-พราหมี ซึ่งบอกว่ามีพ่อค้าที่ใช้ภาษาทมิฬมาถึงที่นี่ ที่เขาสามแก้วพบภาชนะจากอินเดียและเครื่องสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น

ของจากโลกโรมันก็เดินทางมาถึงด้วย ที่ควนลูกปัดพบหัวแหวนหินแกะสลักลวดลายแบบโรมัน ส่วนที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พบเหรียญของจักรพรรดิวิกตอรินุส ผู้ปกครองดินแดนกอลของโรมันในช่วง ค.ศ. 269–271 ของเหล่านี้น่าจะผ่านมือพ่อค้าหลายทอดตามเส้นทางทะเลกว่าจะมาถึง

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสินค้าคือความคิด การค้าทางทะเลเป็นช่องทางที่พุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ อักษรปัลลวะ และรูปแบบศิลปะจากอินเดียเข้ามาสู่ดินแดนไทย ซึ่งต่อมาหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมทวารวดีและศรีวิชัย

06เรือพนมสุรินทร์: หลักฐานจากนากุ้ง

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 เจ้าของนากุ้งที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ขุดบ่อแล้วพบไม้เรือโบราณจมอยู่ในโคลน เรือลำนี้ได้ชื่อว่าเรือพนมสุรินทร์ ตามชื่อของนางพนมและนายสุรินทร์ ศรีดีงาม เจ้าของที่ดิน

เรือต่อด้วยวิธีเย็บแผ่นไม้เข้าด้วยกันด้วยเชือก ไม่ใช้ตะปู ตามแบบเรือของชาวอาหรับและเปอร์เซีย การวิเคราะห์เชือกพบว่าทำจากเส้นใยปาล์มหลายชนิด รวมถึงหวาย จุดที่พบเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอ่าวไทยปัจจุบันราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถมจนแผ่นดินงอกออกไปตลอดพันปีที่ผ่านมา

ในเรือพบไหทรงตอร์ปิโดแบบที่พบทั่วไปในอ่าวเปอร์เซีย เครื่องถ้วยจีน และภาชนะดินเผาของภาคกลางไทย ไหใบหนึ่งมีจารึกอักษรปาห์ลาวีซึ่งใช้เขียนภาษาเปอร์เซียกลาง นักวิชาการกำหนดอายุเรือไว้ราว 1,200 ปี อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดี

เรือพนมสุรินทร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งเรือจมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเมืองท่าในลุ่มเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมตะวันออกกลางกับจีน กรมศิลปากรวางแผนขุดค้นและอนุรักษ์อย่างเป็นระบบซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราว 500–200 ปีก่อน ค.ศ.เริ่มผลิตลูกปัดแก้วแบบดึงหลอด

ในอินเดียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ราวพุทธศตวรรษที่ 2–3ค.ศ. ราว 4 ศตวรรษก่อนบ้านดอนตาเพชร

ลูกปัดหินกว่า 600 เม็ดและจี้สิงโตคาร์เนเลียน

ราวพุทธศตวรรษที่ 2–5ค.ศ. ศตวรรษที่ 4–1 ก่อนเขาสามแก้วรุ่งเรือง

เมืองท่าฝั่งอ่าวไทยที่มีโรงงานลูกปัดและโลหะ

ราวพุทธศตวรรษที่ 5–10ค.ศ. ศตวรรษที่ 1 ก่อน –คริสต์ศตวรรษที่ 5ควนลูกปัด

เมืองท่าและแหล่งผลิตลูกปัดฝั่งอันดามัน

พ.ศ. 812–814ค.ศ. 269–271เหรียญวิกตอรินุส

เหรียญโรมันที่ต่อมาพบที่อู่ทอง

หลังพุทธศตวรรษที่ 9ค.ศ. หลังคริสต์ศตวรรษที่ 4เส้นทางย้ายสู่ช่องแคบมะละกา

การขนสินค้าข้ามคาบสมุทรลดความสำคัญลง

ราวพุทธศตวรรษที่ 13–14ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 8–9เรือพนมสุรินทร์

เรือเย็บแบบอาหรับจมในลุ่มเจ้าพระยา

พ.ศ. 2518ค.ศ. 1975ขุดค้นบ้านดอนตาเพชร

กรมศิลปากรเริ่มขุดค้น

พ.ศ. 2548–2552ค.ศ. 2005–2009ขุดค้นเขาสามแก้ว

คณะโบราณคดีไทย-ฝรั่งเศส

ก.ย. พ.ศ. 2556ค.ศ. 2013พบเรือพนมสุรินทร์

พบในนากุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: สิงโตที่ไม่มีในไทย

จี้คาร์เนเลียนรูปสิงโตจากบ้านดอนตาเพชร เป็นรูปสัตว์ที่ไม่มีในดินแดนไทย จึงบอกถึงความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มากับการค้ากับอินเดีย

รู้หรือไม่: เรือที่ไม่ใช้ตะปู

เรือพนมสุรินทร์ต่อด้วยการเย็บแผ่นไม้ด้วยเชือกใยปาล์ม ตามแบบเรือในมหาสมุทรอินเดีย

รู้หรือไม่: ทะเลถอยไปแปดกิโลเมตร

จุดที่พบเรือพนมสุรินทร์เคยอยู่ใกล้ชายฝั่ง แต่วันนี้อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินราว 8 กิโลเมตร เพราะตะกอนแม่น้ำทับถม

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Asia Society: Maritime trade routes
  2. Indo-Pacific beads (Wikipedia)
  3. Bellina, Beads, social change and interaction between India and South-East Asia (Antiquity 2003)
  4. Bunchar: Ancient stone beads of Southeast Asia and Indian connection
  5. Guy, The Phanom Surin Shipwreck and a Pahlavi Inscription (JSS 2017)
  6. Archaeological and Anthropological Sciences: ropes of the Phanom-Surin shipwreck
  7. มติชน: 7 ปีในนากุ้ง 1,200 ปีในประวัติศาสตร์ เรือโบราณพนมสุรินทร์
  8. ศิลปวัฒนธรรม: เรือโบราณพนม-สุรินทร์ เก่าแก่ที่สุดในไทยและอุษาคเนย์
  9. Borell, Bellina, Boonyarit: Contacts with the Mediterranean World
  10. Southeast Asian Archaeology: Tamil-Brahmi inscription on pottery found in Thailand

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา