01ภูมิหลัง: นักโบราณคดีรุ่นบุกเบิก
พิสิฐ เจริญวงศ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) และเติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของไทย เขาเรียนโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) ในยุคที่ประเทศไทยยังมีนักโบราณคดีอาชีพอยู่ไม่มาก
ระหว่าง พ.ศ. 2511–2514 (ค.ศ. 1968–1971) เขาไปศึกษาโบราณคดีระดับสูงที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ที่นั่นเขาได้เรียนกับเอียน โกลเวอร์ นักโบราณคดีอังกฤษผู้ต่อมาทำงานในไทยอีกหลายทศวรรษ ภายหลังเขายังได้ทุนจากมูลนิธิ Asian Cultural Council ใน พ.ศ. 2519 และ 2520 เพื่อศึกษาปริญญาโทด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
ใน พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967) พิสิฐเริ่มเป็นอาจารย์ประจำที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนและวิจัยเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของไทยและประเทศเพื่อนบ้านอยู่ราวเจ็ดปี ก่อนย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากรหลัง พ.ศ. 2516
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02งานภาคสนามช่วงแรก: กาญจนบุรีและภาคตะวันตก
ในช่วงต้นอาชีพ พิสิฐทำงานสำรวจแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันตก ใน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) เขาเขียนบทความร่วมกับวีระพันธุ์ มาไลยพันธุ์ เรื่องโบราณวัตถุที่พบเพิ่มเติมในกาญจนบุรี ลงในวารสารโบราณคดี
เขายังเป็นผู้อำนวยการร่วมของโครงการโบราณคดีภาคตะวันตกตอนกลางของไทย ร่วมกับเอียน โกลเวอร์ โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นผู้ชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นที่บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่งยุคเหล็กที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการศึกษาการค้าระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในหลุมขุดค้นบ้านเชียง พิสิฐยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของความร่วมมือ และพิสูจน์ว่าโบราณคดีไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ช่วยของนักวิชาการต่างชาติ
03บ้านเชียง: ความร่วมมือที่เปลี่ยนภาพก่อนประวัติศาสตร์ไทย
ก่อนการขุดค้นครั้งใหญ่ พิสิฐเขียนหนังสือชื่อบ้านเชียงซึ่งพิมพ์ใน พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) เมื่อกรมศิลปากรร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เขาได้เป็นผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทยในโครงการบ้านเชียง คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน ผู้แทนฝ่ายอเมริกัน
การขุดค้นใน พ.ศ. 2517 และ 2518 (ค.ศ. 1974–1975) เป็นการขุดอย่างเป็นระบบครั้งแรกที่บ้านเชียง ได้ภาชนะดินเผา เครื่องมือหิน และโลหะหนักหลายตัน โครงการนี้ออกแบบให้ทั้งสองประเทศแบ่งกันรับผิดชอบทั้งงบประมาณและบุคลากร และให้ทุนนักศึกษาไทยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
พิสิฐและกอร์แมนเขียนรายงานร่วมกันหลายชิ้น เช่น บทความใน Expedition ปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) ซึ่งเสนอว่าสำริดที่บ้านเชียงอาจเก่าถึงราว 3,600 ปีก่อนคริสตกาล ตัวเลขนี้ได้จากวิธีหาอายุที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง และต่อมาถูกปรับลดลงอย่างมากด้วยการหาอายุแบบคาร์บอน 14 จอยซ์ ไวท์เสนอราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนชาร์ลส์ ไฮแอมเสนอราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ยุติ
หลังกอร์แมนเสียชีวิตใน พ.ศ. 2524 พิสิฐยังร่วมงานกับฝ่ายเพนซิลเวเนียต่อ เขาเขียนบทความทบทวนความหมายของโครงการต่อนักโบราณคดีและสาธารณชนไทยใน พ.ศ. 2525 และร่วมเขียนหนังสือ Ban Chiang: Discovery of a Lost Bronze Age ประกอบนิทรรศการที่จัดแสดงในสหรัฐอเมริกา
04บ้านเชียงกับการทวงคืนรอบใหม่
ความสำคัญของบ้านเชียงไม่ได้จบที่การขุดค้น หลังการค้นพบใน พ.ศ. 2509 มีการลักลอบขุดและส่งออกโบราณวัตถุจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนบ้านเชียงและทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านร่วมดูแลมรดก หลังจากนั้นจึงมีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นในการห้ามซื้อขายและส่งออกโบราณวัตถุบ้านเชียง
หลายสิบปีต่อมา ทางการสหรัฐฯ เริ่มสืบสวนการค้าโบราณวัตถุบ้านเชียงผิดกฎหมายตั้งแต่ พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) และบุกค้นสถานที่ 13 แห่งพร้อมกันเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) จากนั้นพิพิธภัณฑ์ในสหรัฐฯ บางแห่งทยอยส่งคืนโบราณวัตถุหลายร้อยชิ้น จอยซ์ ไวท์ ผู้สืบทอดโครงการบ้านเชียงต่อจากกอร์แมน เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้ทางการสหรัฐฯ
ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ พิสิฐในฐานะอดีตผู้อำนวยการร่วมฝ่ายไทย เสนอให้รัฐบาลขอบคุณจอยซ์ ไวท์ อย่างเป็นทางการ เพราะความรู้ทางวิชาการจากโครงการทำให้สหรัฐฯ ติดตามโบราณวัตถุได้ โดยไทยไม่ต้องยื่นคำขอเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มในหลุมขุดค้นเมื่อ พ.ศ. 2517 ยังให้ผลต่อเนื่องมาอีกกว่าสี่สิบปี
เมื่อพูดถึงเพื่อนร่วมงาน พิสิฐบรรยายกอร์แมนว่าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง มีเสน่ห์ พลัง และอารมณ์ขันมาก และยกย่องว่ากอร์แมนเป็นผู้วางแนวทางการทำงานแบบสหสาขาวิชาที่บ้านเชียง
05โบราณคดีใต้น้ำและการจัดการมรดก
ที่กรมศิลปากร พิสิฐมีบทบาทในงานหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งเป็นสาขาใหม่ในไทยเวลานั้น เขาเป็นบรรณาธิการร่วมของหนังสือโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยสองเล่ม ใน พ.ศ. 2531 และ 2533 ซึ่งรวบรวมข้อมูลเครื่องถ้วยจากเรือจมในอ่าวไทย
เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมในไทย คือแนวคิดว่าแหล่งโบราณคดีต้องได้รับการวางแผนดูแลในระยะยาว นอกเหนือจากการขุดค้น งานเขียนของเขายังครอบคลุมเรื่องศิลปะถ้ำ โลหกรรมโบราณ และความแท้ของมรดกวัฒนธรรม
ใน พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) มหาวิทยาลัยศิลปากรมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ ให้แก่เขา
06ทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
บทบาทที่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือพิสิฐมีส่วนในการเจรจาทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทับหลังชิ้นนี้หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ราว พ.ศ. 2503–2504 แล้วไปปรากฏที่สถาบันศิลปะชิคาโกในสหรัฐอเมริกา ในฐานะของสะสมที่นักสะสมรายหนึ่งให้ยืมจัดแสดง
ตามบันทึกของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของซีมีโอสปาฟา ท่านพบทับหลังนี้ใน พ.ศ. 2515 และรายงานต่อทางการไทยในต้น พ.ศ. 2516 แต่ฝ่ายชิคาโกไม่ยอมคืน เรื่องจึงยืดเยื้อมากว่าสิบปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) พิสิฐเดินทางไปชิคาโกพร้อมหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เพื่อเสนอทางออกให้ไทยหมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับไปจัดแสดงต่อเนื่องสิบปี
ฝ่ายสถาบันศิลปะชิคาโกตอบกลับว่าต้องการให้ยืมแบบนั้นไปตลอด การเจรจาครั้งนั้นจึงล้มเหลว ในที่สุดทับหลังกลับคืนสู่ไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 หลังมูลนิธิแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เข้ามาช่วยซื้อโบราณวัตถุที่มีมูลค่าเท่ากันไปแลกเปลี่ยน สารานุกรมของสปริงเกอร์ระบุว่าพิสิฐเขียนรายงานเกี่ยวกับกรณีทับหลังพนมรุ้งไว้ในปีเดียวกัน
07งานเขียน: จากบ้านเชียงถึงศิลปะถ้ำ
งานเขียนของพิสิฐเรียงตามเวลาแล้วเหมือนแผนที่ของความสนใจที่ขยายออกเรื่อย ๆ ใน พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เขาร่วมเขียนหนังสือ Archaeologia Mundi: Thailand ในชุดหนังสือโบราณคดีโลกที่ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้ผู้อ่านนานาชาติได้เห็นภาพรวมของโบราณคดีไทยในเล่มเดียว
เรื่องบ้านเชียงเป็นแกนที่เขากลับมาเขียนซ้ำหลายครั้ง ใน พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) เขาเขียนบทความใน Expedition ที่รวบรวมความประทับใจจากการขุดค้นสองฤดูแรก ใน พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) เขาเขียนบทความมองย้อนว่าโครงการมีความหมายอย่างไรต่อนักโบราณคดีและคนไทยทั่วไป ใน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) เขาร่วมเขียนงานเรื่องการทำโลหะและการค้าในอีสาน และใน พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) มีงานชื่อ The Legacy of Ban Chiang
ในช่วงหลัง เขาหันมาเขียนเรื่องที่กว้างขึ้น ได้แก่ หนังสือเรื่องศิลปะถ้ำในประเทศไทยใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) งานเรื่องลักษณะเฉพาะของดินแดนไทยใน พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) และบทความเรื่องการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม รวมทั้งบทหนึ่งในหนังสือว่าด้วยชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ใน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สารานุกรมโบราณคดีโลกของสำนักพิมพ์สปริงเกอร์จึงบันทึกเขาไว้ในฐานะผู้บุกเบิกด้านการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและผู้ศึกษาศิลปะถ้ำ
08ซีมีโอสปาฟา: งานระดับภูมิภาค
ระหว่าง พ.ศ. 2542–2553 (ค.ศ. 1999–2010) พิสิฐดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ ขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAMEO SPAFA ซึ่งมีสำนักงานในกรุงเทพฯ
ศูนย์นี้ทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาค จัดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ และตีพิมพ์วารสาร SPAFA การได้เป็นผู้นำองค์กรระดับภูมิภาคเช่นนี้สะท้อนว่าพิสิฐได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
09บทบาทหลังเกษียณและมรดก
แม้พ้นตำแหน่งแล้ว พิสิฐยังเป็นเสียงสำคัญในวงการมรดกวัฒนธรรม ในการสัมมนาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เขาเสนอว่าไทยมีแหล่งที่มีศักยภาพเป็นมรดกโลกอีกมากนอกเหนือจากปราสาทแบบเขมร และควรมีหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เพราะไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้
ใน พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) เขาร่วมประชุมกับคณะกรรมการทวงคืนสมบัติชาติ ในเรื่องการติดตามโบราณวัตถุบ้านเชียงที่ถูกลักลอบนำไปสหรัฐอเมริกา และเสนอให้รัฐบาลไทยขอบคุณจอยซ์ ไวท์ ที่ช่วยให้ข้อมูลทางวิชาการแก่ทางการสหรัฐฯ
เส้นทางชีวิตของพิสิฐสะท้อนพัฒนาการของโบราณคดีไทยทั้งยุค จากยุคที่ต้องพึ่งนักวิชาการต่างชาติ สู่ยุคที่นักโบราณคดีไทยเป็นผู้นำโครงการร่วม และขยับไปสู่บทบาทระดับภูมิภาค ชื่อของเขาจึงอยู่คู่กับบ้านเชียงเช่นเดียวกับชื่อของกอร์แมน
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
เติบโตในจังหวัดฉะเชิงเทรา
มหาวิทยาลัยศิลปากร
สอนอยู่ราวเจ็ดปี
เรียนกับเอียน โกลเวอร์
และย้ายไปทำงานที่กรมศิลปากร
คู่กับเชสเตอร์ กอร์แมน
จากมูลนิธิ Asian Cultural Council
ร่วมเขียนหนังสือแนะนำโบราณคดีไทยแก่ผู้อ่านนานาชาติ
หนังสือประกอบนิทรรศการ
ทับหลังกลับถึงไทยเมื่อ 10 พฤศจิกายน
บรรณาธิการร่วม
มหาวิทยาลัยศิลปากร
เรื่องโบราณวัตถุบ้านเชียงในสหรัฐฯ
ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่
ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: ผู้ชวนโกลเวอร์กลับมา
เอียน โกลเวอร์เล่าว่าพิสิฐเป็นคนชักชวนให้เขากลับมาขุดค้นบ้านดอนตาเพชร แหล่งที่พบจี้สิงโตคาร์เนเลียนอันโด่งดัง
รู้หรือไม่: ความร่วมมือแบบแบ่งภาระ
โครงการบ้านเชียงออกแบบให้ฝ่ายไทยและฝ่ายอเมริกันแบ่งกันรับผิดชอบทั้งเงินทุนและบุคลากร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใหม่มากในยุคนั้น
รู้หรือไม่: ชื่อที่สะกดหลายแบบ
เอกสารภาษาไทยบางแห่งสะกดชื่อเขาต่างกันไป ส่วนในภาษาอังกฤษใช้ Pisit Charoenwongsa
รู้หรือไม่: ข้อเสนอให้ยืมสามทับหลัง
ในการเจรจาที่ชิคาโกเมื่อ พ.ศ. 2531 ฝ่ายไทยเคยเสนอให้หมุนเวียนให้ยืมทับหลังสามชิ้นไปจัดแสดงสิบปี เพื่อแลกกับทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย
พิสิฐ เจริญวงศ์ มีบทบาทอะไรที่บ้านเชียง
เขาเกี่ยวข้องกับการทวงคืนทับหลังพนมรุ้งอย่างไร
ซีมีโอสปาฟาคืออะไร
การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมคืออะไร
ทำไมโบราณวัตถุบ้านเชียงจึงอยู่ในสหรัฐฯ
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Charoenwongsa, Pisit (Encyclopedia of Global Archaeology, Springer)
- About SEAMEO SPAFA: Past Centre Directors
- Ban Chiang (Expedition Magazine, Penn Museum)
- Pisit Charoenwongsa (Penn Museum)
- The Curators Write (Expedition Magazine)
- Asian Cultural Council Grantee Database
- Tribute to Ajarn Chin You-di, by Ian Glover (SPAFA Journal)
- More finds from Kanchanaburi (Royal Asiatic Society Archives)
- ย้อนรอยคดีบ้านเชียง (มติชน)
- สัมมนาข้อมูลวิชาการมรดกวัฒนธรรมสู่มรดกโลก (ผู้จัดการออนไลน์)
- Stolen Art Objects Returned to Thailand, by M.C. Subhadradis Diskul (SPAFA Digest)
- Ban Chiang Project Background (Institute for Southeast Asian Archaeology)
- The Lintel and the Pilaster (The Siam Society)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา