ยุครัฐโบราณ · สารานุกรม

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 17 กลับคืนสู่ไทย พ.ศ. 2531

แผ่นหินทรายสลักภาพพระวิษณุบรรทมเหนือมหาสมุทร ที่หายไปจากปราสาทพนมรุ้ง ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก แล้วกลับคืนมาด้วยแรงผลักดันของคนทั้งประเทศ

ที่ตั้งเหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 (คริสต์ศตวรรษที่ 12)
วัสดุหินทราย
ภาพสลักพระวิษณุบรรทมบนพญานาค มีดอกบัวผุดจากพระนาภี พระพรหมประทับบนดอกบัว พระลักษมีอยู่ปลายพระบาท
ช่วงที่หายไปราว พ.ศ. 2503 ถึง พ.ศ. 2531 อยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโกตั้งแต่ พ.ศ. 2510
กลับถึงไทย10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ติดตั้งที่เดิม 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

01ทับหลังคืออะไร

ในปราสาทหินแบบเขมร ทับหลังคือแผ่นหินยาวที่วางพาดอยู่เหนือกรอบประตู ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหนักและประดับตกแต่ง ช่างนิยมสลักภาพเทพเจ้า ฉากจากมหากาพย์ หรือลวดลายพันธุ์พฤกษาลงบนหน้าหิน ทับหลังจึงเป็นเหมือนป้ายบอกผู้มาเยือนว่าศาสนสถานแห่งนั้นถวายแด่ใคร และผู้สร้างนับถืออะไร

ทับหลังมีอยู่หลายร้อยชิ้นในปราสาทเขมรทั่วอีสาน แต่ชิ้นที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของปราสาทพนมรุ้ง ชื่อของมันไม่ได้มาจากความงามเพียงอย่างเดียว หากมาจากเรื่องราวการหายไปและการเดินทางกลับบ้านที่กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ

ทับหลังชิ้นนี้อยู่เหนือประตูทางเข้าด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นด้านหน้าของปราสาทที่หันรับแสงอาทิตย์ยามเช้า ตัวปรางค์สร้างด้วยหินทรายสีชมพูในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ร่วมสมัยกับรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ภาพบนแผ่นหิน: ก่อนโลกจะเกิด

ภาพที่สลักไว้เป็นตอนหนึ่งของคติศาสนาฮินดู เมื่อจักรวาลรอบหนึ่งสิ้นสุดลง โลกจมอยู่ใต้มหาสมุทร พระวิษณุหรือพระนารายณ์จะบรรทมหลับอยู่บนขนดของพญาอนันตนาคราชที่ลอยเหนือน้ำ คำว่าบรรทมสินธุ์จึงหมายถึงการนอนบนสายน้ำ

ระหว่างที่บรรทม ดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีหรือสะดือของพระองค์ บนดอกบัวมีพระพรหมประทับอยู่ พระพรหมคือเทพผู้จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนพระลักษมี ชายาของพระวิษณุ นั่งอยู่ทางปลายพระบาท ภาพทั้งหมดจึงเล่าถึงช่วงเวลาเงียบสงบก่อนการกำเนิดของโลก

ช่างเขมรนิยมสลักฉากนี้บนทับหลังของปราสาทหลายแห่ง เพราะมันบรรจุความหมายเรื่องวัฏจักรของการทำลายและการสร้างใหม่ไว้ในภาพเดียว สถาบันศิลปะชิคาโกเคยตั้งชื่อชิ้นงานนี้ว่า การกำเนิดพระพรหม พร้อมพระวิษณุบรรทมบนมกร ซึ่งบอกให้รู้ว่าสัตว์ที่รองรับพระวิษณุบนทับหลังชิ้นนี้ถูกตีความได้หลายแบบ

ที่น่าสนใจคือปราสาทพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกายที่บูชาพระศิวะ แต่ก็ยังให้พื้นที่สำคัญแก่ภาพของพระวิษณุ ซึ่งสะท้อนว่าศาสนาฮินดูในดินแดนเขมรโบราณเปิดรับเทพหลายองค์อยู่ร่วมกันในศาสนสถานเดียว

หินแผ่นเดียวที่เล่าเรื่องการเกิดใหม่ของโลก ได้เกิดใหม่อีกครั้งเมื่อกลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมของมัน

03หายไปจากพนมรุ้ง

ก่อนกรมศิลปากรจะเริ่มบูรณะในปี พ.ศ. 2514 ปราสาทพนมรุ้งอยู่ในสภาพพังทลาย หินจำนวนมากร่วงหล่นกองอยู่บนพื้น และไม่มีใครเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ราว พ.ศ. 2503 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็หายไปจากตำแหน่งเดิม

หลักฐานจากสถาบันศิลปะชิคาโกระบุว่า พ่อค้าศิลปวัตถุชาวอเมริกันชื่อเจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังชิ้นนี้มาจากกรุงเทพฯ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2509 (ค.ศ. 1966) แล้วขายต่อให้มูลนิธิของนักสะสมตระกูลอัลสดอร์ฟในเดือนถัดมา จากนั้นทับหลังก็เข้าสู่คอลเลกชันของสถาบันศิลปะชิคาโกในปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ. 1967)

ทับหลังจัดแสดงอยู่ในสหรัฐอเมริกานานกว่ายี่สิบปี เส้นทางของมันผ่านมือพ่อค้าในกรุงเทพฯ พ่อค้าอเมริกัน และนักสะสม ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นเส้นทางแบบที่โบราณวัตถุจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเดินทางออกไปในยุคนั้น

04เสียงเรียกร้องให้กลับบ้าน

เมื่อการบูรณะพนมรุ้งด้วยวิธีรื้อแล้วประกอบคืนใกล้เสร็จในปี พ.ศ. 2531 ช่องว่างเหนือประตูด้านตะวันออกกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น การทวงคืนทับหลังจึงกลายเป็นกระแสใหญ่ สื่อมวลชนติดตามข่าวทุกวัน และมีนักวิชาการ ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมากร่วมเรียกร้อง

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้มีบทบาทนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงศึกษาธิการ ในปีเดียวกันวงคาราบาวออกอัลบั้มชื่อทับหลัง ทำให้เรื่องโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งเข้าไปอยู่ในเพลงที่คนทั่วไปฟังกัน

ในช่วงแรก สถาบันศิลปะชิคาโกไม่ยอมคืนโดยไม่มีเงื่อนไข สุดท้ายจึงตกลงกันได้ด้วยการเจรจานอกศาล ทางพิพิธภัณฑ์ยอมส่งทับหลังกลับไทย โดยได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิเอลิซาเบท เอฟ. เชนีย์ ซึ่งเป็นมูลนิธิในชิคาโก มาทดแทน

05พิสูจน์ว่าเป็นของแท้

ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 ท่ามกลางความสนใจของคนทั้งประเทศ แต่ก่อนจะนำขึ้นติดตั้ง นักวิทยาศาสตร์ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่าหินที่ได้คืนมาเป็นชิ้นเดียวกับที่หายไปจริงหรือไม่

ทีมตรวจพิสูจน์ใช้หลายวิธีร่วมกัน วิธีแรกคือส่องดูผิวหินด้วยกล้องขยายเพื่อหารอยบิ่น รอยสึก และการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดตามกาลเวลา วิธีที่สองคือตัดหินตัวอย่างไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบศิลาวรรณนา แล้วเทียบกับหินทรายจากตัวปราสาท ผลออกมาว่าเป็นหินทรายชนิดอาร์โคสเหมือนกัน

หลักฐานชิ้นที่สามมาจากสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไลเคน ซึ่งเกาะซ้อนกันเป็นหลายชั้นบนผิวหิน แสดงว่าหินชิ้นนี้ตั้งอยู่กลางแจ้งมาหลายร้อยปี ของทำเลียนแบบไม่มีทางมีร่องรอยเช่นนี้ เมื่อหลักฐานครบ ทับหลังจึงได้กลับขึ้นไปวางเหนือประตูเดิมในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531

06มรดกของการทวงคืน

กรณีทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลายเป็นต้นแบบของการทวงคืนโบราณวัตถุในสังคมไทย มันทำให้คนจำนวนมากเริ่มคิดว่าโบราณวัตถุควรอยู่ในบริบทเดิมของมัน และการซื้อขายของที่ถูกลักลอบออกนอกประเทศเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ

เรื่องราวยังมีภาคต่อ เสาประดับกรอบประตูที่สลักภาพพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งออกจากไทยไปพร้อม ๆ กับทับหลังในปี พ.ศ. 2509 และอยู่ที่ชิคาโกโดยถูกระบุผิดว่ามาจากกัมพูชา ได้รับการตรวจสอบจนยืนยันว่ามาจากพนมรุ้ง และถูกส่งคืนไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 ชิ้นส่วนสองชิ้นของประตูเดียวกันจึงได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

นักวิชาการบางคนเตือนว่าการเล่าเรื่องทับหลังด้วยภาษาชาตินิยมอย่างเดียวอาจทำให้ลืมไปว่าปราสาทเหล่านี้เป็นมรดกร่วมของผู้คนในลุ่มแม่น้ำมูลและกัมพูชา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมกันมายาวนาน การมองทับหลังจึงควรมองทั้งในฐานะสมบัติของชาติและหลักฐานของโลกเขมรโบราณที่ข้ามพรมแดนปัจจุบัน

ภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ยังพบในที่อื่นของไทยด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือภาพสลักบนหินใต้ลำธารในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ยาวราว 120 เซนติเมตร ซึ่งพรานชาวบ้านพบโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2522 แสดงว่าคตินี้แพร่หลายไปไกลกว่าศาสนสถานใหญ่

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

พุทธศตวรรษที่ 17ค.ศ. คริสต์ศตวรรษที่ 12สร้างปรางค์ประธาน

ปรางค์ประธานพนมรุ้งและทับหลังด้านตะวันออกถูกสร้างขึ้น

ราว พ.ศ. 2503ค.ศ. ราว 1960ทับหลังหาย

ทับหลังถูกลักลอบนำออกจากปราสาทที่ยังพังทลาย

ม.ค. พ.ศ. 2509ค.ศ. 1966ถึงมือพ่อค้า

เจอโรม ไอเซนเบิร์ก ได้ทับหลังและเสาประดับจากกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2510ค.ศ. 1967เข้าพิพิธภัณฑ์

สถาบันศิลปะชิคาโกได้ทับหลังเข้าคอลเลกชัน

พ.ศ. 2514ค.ศ. 1971เริ่มบูรณะพนมรุ้ง

กรมศิลปากรเริ่มรื้อและประกอบปราสาทคืน

พ.ศ. 2531ค.ศ. 1988กระแสทวงคืน

สื่อและประชาชนเรียกร้อง คาราบาวออกอัลบั้มทับหลัง

10 พ.ย. พ.ศ. 2531ค.ศ. 1988กลับถึงไทย

ทับหลังเดินทางถึงประเทศไทย

7 ธ.ค. พ.ศ. 2531ค.ศ. 1988กลับที่เดิม

ติดตั้งเหนือประตูด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน

มิ.ย. พ.ศ. 2567ค.ศ. 2024เสาประดับตามกลับมา

สถาบันศิลปะชิคาโกคืนเสาประดับภาพพระกฤษณะ

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ไลเคนเป็นพยาน

ไลเคนที่ขึ้นซ้อนกันหลายชั้นบนผิวทับหลังเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่ง เพราะมันต้องใช้เวลานับร้อยปีกลางแจ้งจึงจะสะสมได้ขนาดนั้น

รู้หรือไม่: ชื่อนารายณ์เกี่ยวกับน้ำ

คำว่านารายณ์ในภาษาสันสกฤตเกี่ยวข้องกับน้ำ จึงเข้ากับภาพเทพที่บรรทมอยู่เหนือมหาสมุทรก่อนโลกถือกำเนิด

รู้หรือไม่: เป็นชื่ออัลบั้มเพลง

ในปี พ.ศ. 2531 วงคาราบาวใช้คำว่าทับหลังเป็นชื่ออัลบั้ม ในช่วงเดียวกับที่สังคมไทยเรียกร้องให้ทับหลังกลับบ้าน

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Phanom Rung Historical Park (Wikipedia)
  2. Art Institute of Chicago: A Sacred Pilaster Returns Home
  3. The Siam Society: The Lintel and the Pilaster
  4. Thai PBS: 10 พฤศจิกายน 2531 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์กลับคืนสู่ประเทศไทย
  5. ศิลปวัฒนธรรม: ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตัวอย่างการพิสูจน์โบราณวัตถุ
  6. ศิลปวัฒนธรรม: พระนารายณ์มาจากไหน ทำไมต้องบรรทมสินธุ์
  7. ศิลปวัฒนธรรม: การเมืองในประวัติศาสตร์เครือญาติไทย-กัมพูชา กรณีทับหลัง
  8. Cultural Property Disputes: Thai Reclining Vishnu
  9. Carabao discography (Wikipedia)
  10. Khaosod English: Ancient underwater Narai carving

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา