ยุครัฐโบราณ · บุคคลสำคัญ

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ครองราชย์ พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)

กษัตริย์เขมรผู้นับถือพุทธมหายาน ผู้สร้างปราสาทบายน โรงพยาบาล และที่พักคนเดินทาง ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ทั่วภาคอีสานและภาคกลางของไทย

ครองราชย์พ.ศ. 1724–1761 (ค.ศ. 1181–1218)
ราชธานียโสธรปุระ (นครธม) ในกัมพูชาปัจจุบัน
ศาสนาพุทธศาสนามหายาน
ผลงานเด่นปราสาทบายน ตาพรหม พระขรรค์ และนครธม
สิ่งก่อสร้างสาธารณะอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง
ร่องรอยในไทยพิมาย เมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และพระพุทธรูปตามจารึกปราสาทพระขรรค์
พระมเหสีพระนางชัยราชเทวี และต่อมาพระนางอินทรเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี
พระนามหลังสวรรคตมหาบรมเสาคตะ

01ภูมิหลัง: เจ้าชายในยามบ้านเมืองระส่ำ

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นโอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ในช่วงที่พระองค์ยังหนุ่ม ราชสำนักเขมรเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ส่วนชายแดนตะวันออกก็มีความขัดแย้งกับอาณาจักรจามปาในเวียดนามตอนกลาง

ตามที่เล่าสืบกันมา ราว พ.ศ. 1720 (ค.ศ. 1177) กองทัพจามล่องเรือขึ้นมาตามแม่น้ำโขงและทะเลสาบเขมร แล้วบุกยึดเมืองหลวงยโสธรปุระ กษัตริย์เขมรในเวลานั้นถูกปลงพระชนม์ เจ้าชายชัยวรมันจึงรวบรวมกำลังต่อสู้ขับไล่ฝ่ายจามออกไป ภาพการรบทางเรือที่สลักไว้บนผนังปราสาทบายนเชื่อกันว่าสะท้อนสงครามครั้งนี้

อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์ ไมเคิล วิคเครี่ ตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของเอกสารจีนที่ใช้กำหนดปีและรายละเอียดของการบุกครั้งนี้ ภาพเหตุการณ์ช่วงนี้จึงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด สิ่งที่แน่นอนกว่าคือพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 (ค.ศ. 1181)

หลักฐานหลักฐานสำคัญ 3 ชิ้น

ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons

ภาพวาดประกอบ
ประติมากรรมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

รูปนั่งสมาธิ ใบหน้าสงบ พบหลายองค์ในกัมพูชาและที่พิมาย

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัมพูชาดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
จารึกปราสาทตาพรหม

จารึกที่ระบุจำนวนโรงพยาบาล 102 แห่งในรัชกาล

เก็บรักษา/ชมได้ที่: ปราสาทตาพรหม กัมพูชาดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
อโรคยศาลาในอีสาน

ศาสนสถานประจำโรงพยาบาลโบราณ เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด

เก็บรักษา/ชมได้ที่: จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ดูภาพถ่ายจริง ↗

แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่

02ครอบครัวและพระมเหสีสองพี่น้อง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประสูติราว พ.ศ. 1665–1668 (ค.ศ. 1122–1125) พระราชบิดาคือพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ราว พ.ศ. 1693–1703 (ค.ศ. 1150–1160) ส่วนพระราชมารดาคือพระนางศรีชัยราชจูฑามณี เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 1724 พระชนมายุก็ล่วงเข้าวัยห้าสิบกว่าแล้ว นับว่าเป็นกษัตริย์ที่เริ่มรัชกาลช้ากว่าปกติมาก

บุคคลสำคัญในชีวิตของพระองค์คือพระมเหสีสองพี่น้อง พระนางชัยราชเทวีเป็นพระมเหสีองค์แรก ส่วนพระนางอินทรเทวีผู้เป็นพระเชษฐภคินีเป็นผู้แนะนำให้พระน้องนางหันมาศึกษาพุทธศาสนา จนพ้นจากความทุกข์ใจในช่วงที่พระสวามีไม่อยู่ เรื่องราวเหล่านี้รู้ได้จากจารึกที่ปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งเชื่อกันว่าพระนางอินทรเทวีทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต

จารึกเล่าว่าพระนางชัยราชเทวีทรงรับเด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งมาอุปการะ และให้ศึกษาธรรมตามพิธี ทั้งยังใช้ชาดกมาแสดงเป็นละครเพื่อสอนผู้คน พระนางยังสละทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยคนยากไร้ เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงอภิเษกกับพระนางอินทรเทวี ซึ่งรับหน้าที่ดูแลสำนักศึกษาทางพุทธศาสนาสำหรับสตรีต่อ

พระโอรสที่มีพระนามปรากฏในหลักฐาน เช่น สูรยกุมาร วีรกุมาร และศรีนทรกุมาร ส่วนผู้ที่สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์คือพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2

กษัตริย์ผู้สร้างปราสาทหน้าเทวดาไว้กลางเมือง ก็สร้างสถานพยาบาลเล็ก ๆ ไว้ริมทางให้ราษฎรด้วย

03ผลงาน: บายนและเมืองใหม่

เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่เรารู้จักกันในชื่อนครธม มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ และมีปราสาทบายนอยู่กลางเมือง บายนโดดเด่นด้วยยอดปราสาทที่สลักเป็นใบหน้าขนาดใหญ่หันไปทุกทิศ และภาพสลักที่เล่าทั้งสงครามและชีวิตประจำวันของผู้คน

พระองค์ยังสร้างปราสาทใหญ่อีกหลายแห่ง ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1729 (ค.ศ. 1186) อุทิศแด่พระราชมารดา ส่วนปราสาทพระขรรค์อุทิศแด่พระราชบิดา ปราสาททั้งสองมีจารึกที่บันทึกรายละเอียดการบริหาร จำนวนคน และทรัพย์สินที่ถวายไว้อย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน

ต่างจากกษัตริย์เขมรส่วนใหญ่ก่อนหน้าที่นับถือศาสนาฮินดู พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนามหายานอย่างลึกซึ้ง ศิลปะสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกรวมกันว่าศิลปะแบบบายน

04ตัวเลขในจารึก: ปราสาทหนึ่งหลังต้องใช้คนเท่าไร

จารึกของพระองค์โดดเด่นเพราะจดตัวเลขไว้ละเอียดราวบัญชีของรัฐ จารึกปราสาทตาพรหมระบุว่ามีผู้คนราว 80,000 คนเกี่ยวข้องกับการดูแลปราสาท ในจำนวนนี้มีพราหมณ์ชั้นสูง 18 คน และนางรำ 615 คน

ปราสาทพระขรรค์ซึ่งถวายในปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) ใหญ่กว่านั้นอีก ชื่อเดิมคือนครชัยศรี แปลว่าเมืองแห่งชัยชนะ เพราะเชื่อกันว่าสร้างบนที่ที่พระองค์ทรงชนะกองทัพจามใน พ.ศ. 1724 ปราสาทมีกำแพงชั้นนอกยาวราว 800 คูณ 700 เมตร รูปประธานคือพระโพธิสัตว์โลเกศวรในรูปของพระราชบิดา จารึกระบุว่ามีเทพในศาลราว 430 องค์ มีผู้รับใช้รวมราว 97,840 คน มีนางรำและครูอย่างละ 1,000 คน

ที่ปราสาทบายน แต่เดิมมีปราสาทยอดหน้าราว 49 ยอด ปัจจุบันเหลือ 37 ยอด ใบหน้าทั้งหมดมีราว 200 หน้า ซึ่งนับให้แน่นอนไม่ได้เพราะบางหน้าชำรุด นักวิชาการตีความใบหน้าเหล่านี้ต่างกัน บ้างว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บ้างว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง และหลายคนเห็นว่าอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือกษัตริย์ในฐานะพระโพธิสัตว์

ใกล้ชายแดนไทยในจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา ยังมีปราสาทบันทายฉมาร์ซึ่งเจริญในรัชกาลเดียวกัน มีภาพสลักพระโลเกศวรและเทพในพุทธศาสนาแบบตันตระ แสดงว่าโครงการก่อสร้างของพระองค์แผ่มาถึงพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากอีสานของไทย

05โรงพยาบาลและที่พักคนเดินทาง

สิ่งที่ทำให้พระองค์แตกต่างจากกษัตริย์องค์อื่นคือสิ่งก่อสร้างเพื่อประชาชน จารึกระบุว่าพระองค์สร้างอโรคยศาลหรือสถานพยาบาลราว 102 แห่งทั่วอาณาจักร แต่ละแห่งมีศาสนสถานขนาดเล็กประจำ มีเจ้าหน้าที่ และมีการกำหนดยาสมุนไพรที่ต้องจัดส่งให้

จารึกประจำอโรคยศาล เช่น จารึกที่พบที่ทรายฟองในลาว และที่ปราสาทตาเมือนโต๊ดในไทย มีเนื้อความคล้ายกัน ใจความสำคัญคือความเจ็บป่วยทางกายของราษฎรทำให้พระองค์ทุกข์ใจยิ่งกว่าความเจ็บป่วยของพระองค์เอง ข้อความนี้มักถูกยกมาเป็นภาพแทนอุดมคติของกษัตริย์ผู้ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน

นอกจากนี้ยังมีธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง ซึ่งคนไทยรู้จักในชื่อบ้านมีไฟ จำนวน 121 แห่ง ตั้งเรียงรายตามถนนสายสำคัญที่ออกจากเมืองพระนคร จารึกปราสาทพระขรรค์ระบุว่าบนเส้นทางจากเมืองพระนครไปยังพิมายมีที่พักแบบนี้ 17 แห่ง

06รอยพระบาทในดินแดนไทย

ในภาคอีสานพบอโรคยศาลแบบปราสาทหลังเล็กที่ชาวบ้านเรียกว่ากู่หรือปรางค์กู่อยู่ราว 30 แห่ง ส่วนธรรมศาลาบนเส้นทางไปพิมายนั้นระบุตำแหน่งได้ในไทยแล้วประมาณ 8 แห่ง กลุ่มปราสาทตาเมือนที่จังหวัดสุรินทร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะมีทั้งธรรมศาลา (ปราสาทตาเมือน) และอโรคยศาล (ปราสาทตาเมือนโต๊ด) อยู่ใกล้กัน

ที่ปราสาทหินพิมายพบประติมากรรมรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิ ซึ่งยอร์ช เซเดส์ เสนอใน พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และถือเป็นรูปของพระองค์ที่สมบูรณ์ที่สุดที่พบในประเทศไทย

จารึกปราสาทพระขรรค์ยังกล่าวว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปที่เรียกว่าชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง เซเดส์เสนอว่าหกเมืองในรายชื่ออยู่ในไทย ได้แก่ ลโวทยปุระ (ลพบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) ชัยราชปุรี (ราชบุรี) ศรีชัยสิงหปุระ (เมืองสิงห์ กาญจนบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) และศัมพูกปัฏฏนะ (ราชบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์และพระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีก็แสดงลักษณะศิลปะแบบบายนชัดเจน

07ข้อถกเถียง

การที่ชื่อเมืองในไทยปรากฏในจารึกไม่ได้บอกชัดว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ใต้การปกครองโดยตรงของเมืองพระนครมากเพียงใด นักวิชาการยังตีความกันต่างไป บ้างเห็นว่าเป็นหัวเมืองในอำนาจ บ้างเห็นว่าเป็นเครือข่ายทางศาสนาและการเมืองที่หลวมกว่านั้น

การระบุตำแหน่งเมืองก็ยังไม่ยุติ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยล่าสุดของ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล เสนอว่าโบราณวัตถุที่แหล่งเนินทางพระ สุพรรณบุรี มีรูปแบบต่างจากศิลปะที่เมืองพระนครหลายจุด จึงน่าจะเป็นพุทธมหายานยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และไม่ควรถือเป็นหลักฐานของสุวรรณปุระตามความเข้าใจเดิม

อีกประเด็นหนึ่งคือภาพของกษัตริย์ผู้เมตตา แม้จารึกจะยกย่องความใส่ใจต่อราษฎร แต่สิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลก็ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก จารึกตาพรหมเองระบุจำนวนผู้คนที่ต้องรับใช้ปราสาทไว้เป็นหลักหมื่น การมองพระองค์จึงควรเห็นทั้งสองด้าน

08ตำนานกับหลักฐาน

เรื่องเล่ายอดนิยมเรื่องหนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงประชวรเป็นโรคเรื้อน จึงสร้างโรงพยาบาลจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่มีจารึกรองรับ ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนในนครธมมาจากรูปปั้นที่มีคราบและตะไคร่จนดูคล้ายผิวของผู้ป่วย และรูปนั้นที่แท้คือพระธรรมราชาหรือพระยม ตามตำนานพื้นบ้านกัมพูชา กษัตริย์ขี้เรื้อนหมายถึงพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อย่างไรก็ดี บทละครเรื่องสุดท้ายของยูกิโอะ มิชิมะ ได้นำภาพกษัตริย์ขี้เรื้อนผู้สร้างบายนไปเล่า ทำให้ความเชื่อนี้แพร่หลายออกไป

อีกเรื่องหนึ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือชะตากรรมของรูปเคารพหลังรัชกาล ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ราว พ.ศ. 1786–1838 (ค.ศ. 1243–1295) ราชสำนักหันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู บายนถูกดัดแปลง ซุ้มเล็กหลายซุ้มถูกรื้อ และมีการเพิ่มภาพสลักเรื่องในศาสนาฮินดู พระพุทธรูปนาคปรกสูงราว 3.6 เมตรซึ่งเคยประดิษฐานในบายนถูกทุบทำลายแล้วทิ้งลงบ่อ จนนักโบราณคดีฝรั่งเศสค้นพบใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) และนำมาประกอบใหม่

เรื่องใบหน้าที่บายนและรูปประติมากรรมจากพิมายก็เป็นการตีความเช่นกัน แม้จะได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ไม่มีจารึกบนตัวรูปที่บอกว่าเป็นพระองค์ การระบุอาศัยการเปรียบเทียบพระพักตร์ระหว่างรูปหลายชิ้นที่พบในกัมพูชาและไทย ภายหลังสวรรคต พระองค์ได้รับพระนามว่ามหาบรมเสาคตะ ซึ่งเป็นพระนามที่ผูกกับพระสุคตหรือพระพุทธเจ้า สะท้อนความเป็นกษัตริย์พุทธของพระองค์

09มรดก

พระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1218) หลังจากนั้นกษัตริย์องค์ต่อมาบางพระองค์หันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู และรูปเคารพทางพุทธศาสนาในปราสาทหลายแห่งถูกทำลายหรือดัดแปลง แต่สิ่งก่อสร้างของพระองค์ยังคงเป็นส่วนใหญ่ของสิ่งที่นักท่องเที่ยวเห็นที่เมืองพระนครในวันนี้

สำหรับประวัติศาสตร์ไทย พระองค์คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจปราสาทแบบบายนในอีสาน ศิลปะลพบุรี และพุทธศาสนามหายานที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนนี้ ก่อนที่เถรวาทจะกลายเป็นศาสนาหลักในเวลาต่อมา

10พระนามในโลกปัจจุบัน

ในกัมพูชา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ถูกยกย่องเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขมร พระนามของพระองค์ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรงพยาบาลเด็กในเมืองเสียมราฐ ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) โดยมูลนิธิกันทะบุปผาของนายแพทย์เบียท ริชเนอร์ ชาวสวิส เป็นการเชื่อมอุดมคติเรื่องอโรคยศาลเข้ากับงานสาธารณสุขสมัยใหม่

ปราสาทบายนเองยังเป็นพื้นที่ทำงานของนักอนุรักษ์นานาชาติ หลังสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศบูรณะในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทีมของรัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995)

ในประเทศไทย ร่องรอยของพระองค์มีให้เห็นได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด กู่หรือปรางค์กู่ตามหมู่บ้านในอีสานหลายแห่งคืออโรคยศาลในรัชกาลนี้ และกรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะไว้หลายจุด ส่วนประติมากรรมจากพิมายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายเป็นจุดที่คนไทยได้ใกล้ชิดกับพระพักตร์ของพระองค์มากที่สุด

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราว พ.ศ. 1665–1668ค.ศ. 1122–1125ประสูติ

โอรสของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 และพระนางศรีชัยราชจูฑามณี

ราว พ.ศ. 1693–1703ค.ศ. 1150–1160รัชกาลพระราชบิดา

พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ครองเมืองพระนคร

ราว พ.ศ. 1720ค.ศ. 1177จามบุกยโสธรปุระ

ตามที่เล่ากันมา ฝ่ายจามยึดเมืองหลวงได้ (ปีและรายละเอียดยังมีผู้โต้แย้ง)

พ.ศ. 1724ค.ศ. 1181ขึ้นครองราชย์

หลังขับไล่ฝ่ายจามออกจากเมืองพระนคร

พ.ศ. 1729ค.ศ. 1186สร้างปราสาทตาพรหม

อุทิศแด่พระราชมารดา

พ.ศ. 1733–1734ค.ศ. 1190–1191ยึดครองจามปา

จามปาตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรราว 30 ปี

พ.ศ. 1734ค.ศ. 1191ถวายปราสาทพระขรรค์

อุทิศแด่พระราชบิดาในรูปพระโลเกศวร

ปลายพุทธศตวรรษที่ 18สร้างนครธมและบายน

พร้อมอโรคยศาลราว 102 แห่ง และธรรมศาลา 121 แห่ง

พุทธศตวรรษที่ 18ศิลปะบายนในไทย

ปราสาทเมืองสิงห์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด และอโรคยศาลในอีสาน

ราว พ.ศ. 1761ค.ศ. 1218สวรรคต

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ครองราชย์ต่อ

พ.ศ. 1786–1838ค.ศ. 1243–1295ยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8

ราชสำนักกลับไปนับถือฮินดู บายนถูกดัดแปลง พระพุทธรูปถูกทำลาย

พ.ศ. 2476ค.ศ. 1933พบพระพุทธรูปนาคปรกในบ่อ

พระพุทธรูปประธานบายนที่ถูกทุบทำลาย ได้รับการประกอบขึ้นใหม่

พ.ศ. 2478ค.ศ. 1935เซเดส์ระบุรูปที่พิมาย

เสนอว่าประติมากรรมจากปราสาทพิมายคือรูปของพระองค์

พ.ศ. 2541ค.ศ. 1998โรงพยาบาลชัยวรมันที่ 7

โรงพยาบาลเด็กที่เสียมราฐตั้งชื่อตามพระองค์

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายและภาพเหมือนของบุคคลนี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: บ้านมีไฟ

ชื่อบ้านมีไฟมาจากคำเรียกที่พักริมทางในจารึก ซึ่งนักวิชาการฝรั่งเศสแปลว่าบ้านแห่งไฟ คนไทยจึงใช้ชื่อนี้เรียกธรรมศาลาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาจนทุกวันนี้

รู้หรือไม่: รูปที่พิมายเคยถูกทายผิด

ประติมากรรมรูปบุคคลนั่งที่พบในปราสาทพิมายเคยถูกเรียกว่าพระเจ้าพรหมทัต ก่อนที่เซเดส์จะเสนอว่าเป็นรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

รู้หรือไม่: 23 เมือง 23 พระพุทธรูป

จารึกปราสาทพระขรรค์บอกว่าพระองค์ส่งพระพุทธรูปชัยพุทธมหานาถไปประดิษฐานใน 23 เมือง หกเมืองในนั้นน่าจะอยู่ในไทย

รู้หรือไม่: ไม่มีหลักฐานว่าทรงเป็นโรคเรื้อน

ชื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนมาจากรูปปั้นที่มีคราบตะไคร่ ส่วนรูปนั้นคือพระยม ไม่มีจารึกใดบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประชวรด้วยโรคนี้

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

ทำไมพระองค์จึงสร้างโรงพยาบาลมากมาย
จารึกอโรคยศาลอธิบายด้วยแนวคิดพุทธมหายาน ว่าความทุกข์ของราษฎรเป็นความทุกข์ของกษัตริย์ การสร้างสถานพยาบาลจึงเป็นทั้งบุญและวิธีแสดงบารมี ส่วนเรื่องที่ว่าพระองค์ประชวรเป็นโรคเรื้อนเป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่มีจารึกรองรับ
ใบหน้าที่ปราสาทบายนเป็นใคร
ยังไม่มีข้อยุติ บางคนเห็นว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร บางคนเห็นว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และหลายคนเสนอว่าเป็นกษัตริย์ในฐานะพระโพธิสัตว์ ชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าเป็นพระพรหมสี่หน้า
ในไทยมีอะไรที่สร้างในสมัยพระองค์บ้าง
มีอโรคยศาลหรือกู่ในอีสานราว 30 แห่ง ธรรมศาลาบนเส้นทางไปพิมาย ปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรี และพระปรางค์สามยอดที่ลพบุรีซึ่งมีศิลปะแบบบายน
พระองค์ยิ่งใหญ่จริงหรือเป็นภาพที่จารึกสร้างขึ้น
ทั้งสองอย่าง สิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลยืนยันว่าพระองค์มีอำนาจมาก แต่ภาพกษัตริย์ผู้เมตตามาจากจารึกที่ราชสำนักเขียนเอง และงานเหล่านั้นต้องใช้แรงงานหลายหมื่นคน นักประวัติศาสตร์จึงควรอ่านทั้งสองด้าน
ใครครองราชย์ต่อจากพระองค์
พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ครองราชย์ต่อหลังพระองค์สวรรคตราว พ.ศ. 1761 ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ราชสำนักหันกลับไปนับถือศาสนาฮินดู

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. Jayavarman VII (Wikipedia)
  2. อโรคยศาล สถานที่รักษาโรคทางกาย-จิต (ศิลปวัฒนธรรม)
  3. ตามรอยราชมรรคาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ศิลปวัฒนธรรม)
  4. 6 เมืองโบราณของไทย ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ (ศิลปวัฒนธรรม)
  5. เนินทางพระ ไม่ใช่สุวรรณปุระ (ศิลปวัฒนธรรม)
  6. ไขปริศนากลุ่มปราสาทตาเมือน (ศิลปวัฒนธรรม)
  7. Sculpture of King Jayavarman VII, Phimai (SAC Southeast Asian Arts)
  8. Bust of Jayavarman VII (Wikipedia)
  9. Mueang Sing Historical Park (Wikipedia)
  10. Bayon (Wikipedia)
  11. Jayarajadevi (Wikipedia)
  12. Preah Khan (Wikipedia)
  13. Banteay Chhmar (Wikipedia)
  14. Terrace of the Leper King (Wikipedia)
  15. Beat Richner (Wikipedia)

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา