ยุครัฐโบราณ · แหล่งโบราณคดี

แหล่งโบราณคดีพงตึก

ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9)

ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลองในกาญจนบุรี ที่พบตะเกียงสำริดแบบโรมันและร่องรอยศาสนสถานสมัยทวารวดี จนกลายเป็นหลักฐานคลาสสิกเรื่องการค้าระหว่างโลกตะวันตกกับดินแดนไทย

ที่ตั้งตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง
การสำรวจขุดค้นครั้งแรกพ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) นำโดยยอร์ช เซเดส์
สมัยทวารวดีเป็นหลัก ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6–9
หลักฐานเด่นตะเกียงสำริดแบบโรมัน พระพุทธรูปสำริด ฐานศาสนสถานอิฐและศิลาแลง
ที่เก็บโบราณวัตถุพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดดงสัก
ที่มาของชื่อพง คือหญ้าสูงรก ตึก คือซากอาคารก่ออิฐหิน ชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง
หลุมฝังศพเซเดส์รายงานอย่างน้อย 13 โครง เวลส์บันทึกอีก 11 หลุม

01ที่ตั้งและภูมิประเทศ

พงตึกอยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีลงไปทางใต้ ชุมชนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างนครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีในปัจจุบัน

ทำเลริมแม่น้ำทำให้พงตึกเชื่อมได้ทั้งกับที่ราบลุ่มภาคกลางทางตะวันออก และกับเส้นทางข้ามเทือกเขาไปทางตะวันตก นักวิชาการหลายคนจึงมองว่าพงตึกอาจเป็นจุดแวะพักหรือสถานีการค้า บนเส้นทางที่เชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

ชื่อพงตึกเองก็บอกเรื่องราว คำว่าพงหมายถึงหญ้าสูงรก ส่วนตึกหมายถึงซากสิ่งก่อสร้างก่ออิฐและหิน บทความในศิลปวัฒนธรรมระบุว่าชื่อนี้ปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งราว พ.ศ. 2376 แปลว่าชาวบ้านรู้จักกองซากอิฐกลางป่าหญ้าแห่งนี้มานานก่อนที่นักโบราณคดีจะมาถึงเกือบร้อยปี

หลักฐานหลักฐานสำคัญ 3 ชิ้น

ภาพในหน้านี้เป็นภาพวาดลายเส้นจำลองรูปทรงของวัตถุจริง ไม่ใช่ภาพถ่าย แตะการ์ดเพื่อขยาย หรือกด "ดูภาพถ่ายจริง" เพื่อเปิดภาพจาก Wikimedia Commons

ภาพวาดประกอบ
ตะเกียงสำริดแบบโรมัน

ตะเกียงสำริดที่ฝาเป็นใบหน้าไซลีนัส หลักฐานการค้าที่เชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับลุ่มแม่กลอง

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
พระพุทธรูปสำริดจากพงตึก

พระพุทธรูปสำริดหลายองค์ที่เซเดส์พบ บางองค์เขาเห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย

เก็บรักษา/ชมได้ที่: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯดูภาพถ่ายจริง ↗
ภาพวาดประกอบ
ประติมากรรมพระนารายณ์

รูปพระนารายณ์ศิลาสูงราว 80 เซนติเมตร แสดงว่ามีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ในชุมชน

เก็บรักษา/ชมได้ที่: วัดดงสัก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีดูภาพถ่ายจริง ↗

แผนที่ที่ตั้งบนแผนที่

จุดกะพริบคือแหล่งโบราณคดีพงตึก จุดอื่นคือแหล่งโบราณคดียุคเดียวกัน แตะเพื่อเปิดอ่าน

GPSพิกัดและการนำทาง

แม่นยำปานกลาง พิกัดจากแหล่งข้อมูลหนึ่งถึงสองแหล่ง อาจต่างจากทางเข้าจริงเล็กน้อย ตรวจป้ายบอกทางเมื่อใกล้ถึง

โบราณสถานพงตึก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรีดูหมุดสถานที่ใน Google Maps ↗
13.894397, 99.785190
13°53′39.8″N 99°47′06.7″E

พิกัดระบบ WGS84 ใช้ได้กับแอปนำทางทุกแอป ปุ่มนำทางจะเปิดแอปแผนที่ในแท็บหรือแอปใหม่ ควรตรวจเวลาเปิดทำการกับหน่วยงานที่ดูแลก่อนเดินทาง · ที่มาของพิกัด

02การค้นพบ

เรื่องราวของพงตึกเริ่มจากชาวบ้านที่ขุดพบโบราณวัตถุในพื้นที่ ตะเกียงสำริดที่ทำให้พงตึกมีชื่อเสียงนั้นไม่ได้มาจากการขุดค้นอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านสองคนต่างพบชิ้นส่วนคนละชิ้น คนหนึ่งได้ตัวตะเกียง อีกคนได้ด้ามจับ โดยไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นเดียวกัน

ยอร์ช เซเดส์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานกับราชบัณฑิตยสภาในเวลานั้น เห็นว่าชิ้นส่วนทั้งสองประกอบเข้ากันได้ จึงรวบรวมไว้และส่งเข้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) ปีเดียวกันนั้นแผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาได้สำรวจและขุดค้นพงตึก แล้วเซเดส์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารสยามสมาคมเมื่อ พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928)

ต่อมาในทศวรรษ 1930 เอช. จี. ควอริช เวลส์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษ เข้ามาขุดค้นเพิ่มเติม และรายงานโครงสร้างที่เขาตีความว่าเป็นสถูปและวิหาร พร้อมโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนหงายเหยียดยาว

ตะเกียงที่แยกกันอยู่ในมือชาวบ้านสองคน เมื่อประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว กลับเล่าเรื่องการค้าที่ยาวไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงลุ่มแม่กลอง

03งานขุดของเซเดส์ กลุ่มบ้านนายมาและหลุมฝังศพ

การทำงานภาคสนามของเซเดส์ใน พ.ศ. 2470 ใช้เวลาไม่ถึงสี่เดือน แต่ได้หลักฐานจำนวนมาก จุดที่บันทึกละเอียดที่สุดคือกลุ่มโบราณสถานทางใต้ที่เรียกว่ากลุ่มบ้านนายมา ที่นี่มีฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตร ซึ่งเซเดส์ตีความในตอนนั้นว่าเป็นวิหารหรือศาลขนาดเล็ก

กลางฐานนั้นมีแท่นรูปเคารพสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีร่องรางกว้างและตื้น เวสลีย์ คลาร์ก ชี้ในภายหลังว่าลักษณะนี้คล้ายแท่นที่ใช้สรงน้ำรูปเคารพในลัทธิไศวะ จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้เป็นเทวสถานพราหมณ์ ซึ่งต่างจากที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นอาคารทางพุทธศาสนา

เซเดส์ยังรายงานโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังแบบนอนเหยียดยาวอย่างน้อย 13 โครง แต่ให้รายละเอียดไว้น้อยมาก บางเรื่องมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน เช่น เรื่องโครงกระดูกยักษ์ที่มีคนมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อมูลหลุมฝังศพที่ไม่ครบถ้วนนี้ทำให้นักวิชาการรุ่นหลังตีความได้ยาก

เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปและวัตถุพิธีกรรมไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และจัดพงตึกเป็นตัวแทนของทวารวดีรุ่นแรก แต่การกำหนดอายุนี้อาศัยรูปแบบศิลปะเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์

04ควอริช เวลส์ กับคำถามเรื่องผู้คนก่อนพุทธศาสนา

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เอช. จี. ควอริช เวลส์ ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ขุดค้นบริเวณตอนกลางของแหล่ง เปิดอาคารที่เขาเรียกว่าสถูปและวิหาร ซึ่งยังเหลือแนวอิฐชั้นล่างให้เห็น เขาบันทึกหลุมฝังศพแบบนอนเหยียดยาว 11 หลุม และตีพิมพ์รายละเอียดใน พ.ศ. 2480 กับอีกครั้งใน พ.ศ. 2507

เวลส์เสนอว่าหลุมฝังศพเหล่านี้เก่ากว่าสมัยทวารวดี แปลว่าที่พงตึกมีผู้คนอาศัยก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามา ข้อเสนอนี้สำคัญเพราะชี้ว่าชุมชนทวารวดีหลายแห่งน่าจะเติบโตขึ้นบนชุมชนเดิม แต่หลักฐานที่ใช้ยังไม่พอจะยืนยันได้แน่ชัด และยังไม่มีการหาค่าอายุโครงกระดูกด้วยวิธีสมัยใหม่

สมุดบันทึกภาคสนามของเวลส์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ถูกค้นพบใหม่ในหอจดหมายเหตุของราชสมาคมเอเชีย (Royal Asiatic Society) ที่ลอนดอน ในบันทึกนั้นเขาเอ่ยถึงเตาเผาสมัยทวารวดีที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งถ้ามีจริงก็หมายความว่าคนพงตึกผลิตข้าวของใช้เองด้วย

05สิ่งที่พบ

ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือตะเกียงสำริด ฝาปิดตกแต่งเป็นใบหน้าของไซลีนัส ผู้ติดตามและครูของเทพไดโอนีซัสในตำนานกรีกโรมัน ด้ามจับประดับลายใบปาล์มและสิงห์คู่หันหน้าเข้าหากัน ปลายตะเกียงมีช่องสำหรับใส่ไส้

การขุดค้นของเซเดส์ยังพบพระพุทธรูปหลายขนาดและหลายวัสดุ พระพิมพ์ ข้าวของเครื่องใช้ งานปูนปั้นและดินเผา และโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้จำนวนหนึ่ง ในพระพุทธรูปสำริดมีองค์หนึ่งที่เซเดส์เห็นว่าเป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย นอกจากนี้ยังพบฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างราว 6 เมตรที่บ้านนายมา

ราวทศวรรษ 2490 ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมพระนารายณ์ศิลา ซึ่งเมื่อประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดดงสัก รวมถึงชิ้นส่วนศิวลึงค์และชิ้นส่วนมือของเทวรูป แสดงว่าที่นี่มีผู้นับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์

06มองพงตึกใหม่ จากของในวัดดงสักและพระวิษณุที่ถูกลืม

การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ใน พ.ศ. 2551 ไม่ได้ขุดค้นใหม่ แต่ไปถ่ายภาพและบันทึกของที่วัดดงสักเก็บรักษาไว้ ซึ่งไม่เคยถูกศึกษาอย่างละเอียด เช่น พระพิมพ์ 9 ชิ้น แผ่นดินเผารูปหน้ากาลหรือบัณสบดี 2 ชิ้น สูงราว 34.5 เซนติเมตร ชิ้นส่วนเสาหิน และงานปูนปั้นดินเผาประดับอาคาร

ชิ้นที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปทรงเครื่อง สูงราว 48.3 เซนติเมตร ซึ่งมีลักษณะใกล้กับงานช่างที่นักวิชาการมักโยงกับหริภุญชัยในราวต้นสหัสวรรษที่สองของคริสต์ศักราช ถ้าการกำหนดอายุนี้ถูกต้อง พงตึกก็ยังมีผู้คนใช้ศาสนสถานต่อเนื่องมาหลังยุคทวารวดีตอนต้นอีกหลายร้อยปี

คลาร์กยังกลับไปดูประติมากรรมพระวิษณุ ซึ่งพบเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ระหว่างการตัดถนน จุดที่พบอยู่ใกล้เนินซากอาคารที่เซเดส์เคยทำแผนที่ไว้ และอยู่ใกล้ทางแยกเก่า เขาจึงเสนอว่ารูปนี้อาจเคยประดิษฐานในศาลเล็ก ๆ ริมทางสัญจร

ใน พ.ศ. 2558 พอล ลาวี และเวสลีย์ คลาร์ก ตีพิมพ์งานศึกษาพระวิษณุองค์นี้ในวารสารสยามสมาคม ประติมากรรมเป็นหินสลัก สูงราว 80 เซนติเมตรไม่รวมฐาน เป็นพระวิษณุสี่กรสวมหมวกทรงกระบอก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดดงสักและยังมีผู้มากราบไหว้ เพราะพบในสภาพแตกหัก พระสงฆ์จึงประกอบชิ้นส่วนบนแผ่นหลังที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ ส่วนขา ผ้านุ่งท่อนล่าง และบางส่วนของคทาจึงเป็นปูนที่ปั้นเติมขึ้นใหม่ ผู้ศึกษากำหนดอายุไว้ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และเห็นว่ารูปแบบผสมอิทธิพลเขมรก่อนเมืองพระนคร จาม อาระกัน และทวารวดีเข้าด้วยกัน

ในภาพกว้าง คลาร์กวิเคราะห์วัตถุที่เกี่ยวกับการค้า 66 ชิ้นจากแหล่งทวารวดี 30 แห่ง พบว่าราว 88 เปอร์เซ็นต์เป็นของที่ผลิตในภูมิภาค มีเพียงราว 12 เปอร์เซ็นต์ที่มาจากต่างแดน เขาจึงเตือนว่าการเน้นของแปลกจากแดนไกลอย่างตะเกียงโรมัน อาจทำให้มองข้ามเครือข่ายการค้าภายในแผ่นดินที่สำคัญไม่แพ้กัน

07ความสำคัญ

พงตึกเป็นหนึ่งในแหล่งแรก ๆ ที่นักวิชาการใช้ศึกษาวัฒนธรรมทวารวดีอย่างเป็นระบบ บทความของเซเดส์ในปี พ.ศ. 2471 ชี้ว่าพงตึกสำคัญต่อประวัติศาสตร์โบราณของสยาม และกลายเป็นงานอ้างอิงพื้นฐานของวงการโบราณคดีไทยในเวลาต่อมา

ตะเกียงแบบโรมันทำให้เห็นว่าลุ่มแม่กลองเคยอยู่ในเครือข่ายการค้าระยะไกล ซึ่งเชื่อมโลกเมดิเตอร์เรเนียนกับอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานนี้มักถูกกล่าวถึงคู่กับเหรียญโรมันสมัยจักรพรรดิวิกตอรินุสที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

อย่างไรก็ดี ของเพียงชิ้นเดียวไม่ได้บอกว่าพ่อค้าโรมันเดินทางมาถึงที่นี่เอง ตะเกียงอาจผ่านมือพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนจะมาถึงลุ่มแม่กลอง

08ข้อถกเถียงเรื่องอายุ

เซเดส์เห็นว่าตะเกียงเป็นงานแบบกรีกโรมันจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเสนอว่ามีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ตัวเลขนี้ถูกอ้างต่อกันมานาน จนพงตึกถูกมองว่าเป็นหลักฐานการติดต่อกับโลกตะวันตกที่เก่ามาก

ต่อมาใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ชาร์ล ปิการ์ นักวิชาการฝรั่งเศส เสนอไปอีกทางว่าตะเกียงผลิตที่เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และเก่าถึงก่อนคริสตกาล ความเห็นสามฝ่ายนี้ห่างกันหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าการกำหนดอายุวัตถุชิ้นเดียวจากรูปแบบศิลปะนั้นยากเพียงใด

ในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) แอนนา แมคดอนเนลล์ และโรเบิร์ต บราวน์ ตีพิมพ์บทความในวารสารสยามสมาคม ปฏิเสธข้อเสนอทั้งของเซเดส์และของปิการ์ และเสนอว่าตะเกียงน่าจะทำขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งช้ากว่าที่เซเดส์คิดหลายร้อยปี บทความยอดนิยมภาษาไทยในปัจจุบันจึงมักระบุอายุตะเกียงราว 1,500 ปี

พระพุทธรูปสำริดก็มีปัญหาคล้ายกัน เซเดส์กำหนดอายุพระพุทธรูปไว้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่นักวิชาการรุ่นหลังกำหนดอายุใหม่ให้อยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ข้อถกเถียงนี้สะท้อนว่าการกำหนดอายุด้วยรูปแบบศิลปะเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด

09ปัจจุบัน

ตะเกียงสำริดจากพงตึกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนโบราณวัตถุอีกจำนวนหนึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดดงสักซึ่งอยู่ใกล้แหล่ง

ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานให้เห็นอยู่บ้าง การสำรวจของเวสลีย์ คลาร์ก ในปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) แบ่งซากสิ่งก่อสร้างออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ศิลาแลงล้วน กลุ่มที่ใช้อิฐล้วน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่าง และพบว่าชั้นที่อยู่อาศัยโบราณบางแห่งยังฝังอยู่ใต้ผิวดินลึกราว 1 เมตร

บทความในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมชี้ว่าแหล่งพงตึกกำลังเสื่อมสภาพและถูกลืม แม้จะเคยเป็นแหล่งที่โด่งดังในประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย

ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์

ราวพุทธศตวรรษที่ 11–14ค.ศ. ราว 500–900ชุมชนทวารวดีริมแม่กลอง

มีศาสนสถานพุทธและพราหมณ์ ทำหน้าที่เป็นจุดแวะบนเส้นทางการค้า

ราวพุทธศตวรรษที่ 10–11ค.ศ. ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6ตะเกียงแบบโรมัน

อายุตามข้อเสนอของแมคดอนเนลล์และบราวน์ เซเดส์เคยเสนอว่าเก่ากว่านี้มาก

ราว พ.ศ. 2376ค.ศ. 1833ชื่อพงตึกในวรรณกรรม

ชื่อปรากฏในนิราศพระแท่นดงรัง

พ.ศ. 2470ค.ศ. 1927เซเดส์สำรวจขุดค้น

แผนกโบราณคดีของราชบัณฑิตยสภาขุดค้น ตะเกียงเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2471ค.ศ. 1928ตีพิมพ์ผลการขุดค้น

บทความของเซเดส์ในวารสารสยามสมาคม

พ.ศ. 2479ค.ศ. 1936ควอริช เวลส์ ขุดค้นเพิ่ม

ขุดสถูปและวิหาร บันทึกหลุมฝังศพ 11 หลุม

พ.ศ. 2480ค.ศ. 1937ตีพิมพ์รายงานของเวลส์

เสนอว่าหลุมฝังศพเก่ากว่าสมัยทวารวดี

ต้นทศวรรษ 2490ค.ศ. early 1950sพบประติมากรรมพระวิษณุ

พบระหว่างตัดถนน ประกอบแล้วสูงราว 80 เซนติเมตร

พ.ศ. 2498ค.ศ. 1955ปิการ์เสนออายุตะเกียง

เสนอว่าผลิตที่อเล็กซานเดรียก่อนคริสตกาล

พ.ศ. 2532ค.ศ. 1989ทบทวนอายุตะเกียง

บทความในวารสารสยามสมาคมเสนอให้อายุใหม่

พ.ศ. 2551ค.ศ. 2008สำรวจใหม่

เวสลีย์ คลาร์ก จัดกลุ่มซากสิ่งก่อสร้างและบันทึกโบราณวัตถุที่วัดดงสัก

ไปชมของจริงการเยี่ยมชมวันนี้

แหล่งโบราณคดีพงตึกอยู่ในอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วนให้ชม โบราณวัตถุจากพื้นที่บางส่วน รวมถึงประติมากรรมพระนารายณ์ เก็บรักษาไว้ที่วัดดงสัก ส่วนตะเกียงสำริดแบบโรมันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

ภาพอ้างอิงดูภาพจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ภาพถ่ายสถานที่นี้มีอยู่ในคลังภาพสาธารณะที่ระบุผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตทุกภาพ แตะเพื่อเปิดดูในแท็บใหม่

ถ้าจะนำภาพไปใช้ต่อ ให้ระบุชื่อผู้ถ่ายและสัญญาอนุญาตตามที่หน้าภาพกำหนด

เกร็ดความรู้รู้หรือไม่

รู้หรือไม่: ของชิ้นเดียวที่แยกเป็นสองบ้าน

ตัวตะเกียงกับด้ามจับถูกพบโดยชาวบ้านคนละคน ก่อนเซเดส์จะประกอบกลับเป็นชิ้นเดียว

รู้หรือไม่: หน้าเทพแห่งเหล้าองุ่น

ฝาตะเกียงเป็นใบหน้าไซลีนัส ตัวละครในตำนานกรีกโรมันที่อยู่เคียงข้างเทพไดโอนีซัส

รู้หรือไม่: อายุที่หดลงหลายร้อยปี

การศึกษาใหม่ทำให้อายุตะเกียงเลื่อนจากคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 มาเป็นราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6

รู้หรือไม่: พระวิษณุติดปูน

พระวิษณุจากพงตึกที่วัดดงสักถูกประกอบคืนบนแผ่นปูนซีเมนต์ เพราะหินแข็งเกินกว่าจะเจาะยึดชิ้นส่วนได้

ถาม-ตอบคำถามที่พบบ่อย

พงตึกอยู่ที่ไหน
อยู่ในตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง ใกล้รอยต่อกับราชบุรีและนครปฐม
ตะเกียงโรมันพิสูจน์ว่าชาวโรมันมาถึงไทยหรือไม่
ไม่ได้พิสูจน์ ตะเกียงเป็นของที่เคลื่อนย้ายได้ อาจผ่านพ่อค้าอินเดียหรือคนกลางหลายทอดก่อนถึงลุ่มแม่กลอง สิ่งที่บอกได้คือชุมชนนี้อยู่ปลายทางของเครือข่ายการค้าระยะไกล
ตะเกียงมีอายุเท่าไร
มีสามความเห็น เซเดส์ว่าราวคริสต์ศตวรรษที่ 1–2 ปิการ์ว่าก่อนคริสตกาล ส่วนแมคดอนเนลล์และบราวน์เสนอใน พ.ศ. 2532 ว่าราวคริสต์ศตวรรษที่ 5–6 ซึ่งเป็นความเห็นที่แหล่งข้อมูลปัจจุบันนิยมใช้
พงตึกเป็นเมืองพุทธใช่หรือไม่
มีหลักฐานพุทธศาสนาชัดเจน แต่ก็มีพระวิษณุ ชิ้นส่วนศิวลึงค์ และแท่นรูปเคารพแบบไศวะ จึงน่าจะเป็นชุมชนที่มีทั้งพุทธและพราหมณ์อยู่ร่วมกัน
ไปดูอะไรได้บ้างในวันนี้
ในพื้นที่ยังมีฐานโบราณสถานบางส่วน วัดดงสักเก็บโบราณวัตถุท้องถิ่นรวมทั้งพระนารายณ์ ส่วนตะเกียงโรมันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อ้างอิงแหล่งข้อมูล

  1. พงตึก สถานีการค้า ชุมชนโบราณริมแม่น้ำแม่กลอง - ศิลปวัฒนธรรม
  2. ตะเกียงโรมัน อายุกว่า 1,500 ปี หลักฐานการค้าข้ามโลกตะวันตก-ชุมชนโบราณพงตึก - ศิลปวัฒนธรรม
  3. The Pong Tuk Lamp: A Reconsideration - The Siam Society
  4. New Observations at P'ong Tuk and Ongoing Issues with the Conceptualization of Dvaravati - Wesley S. Clarke
  5. A Visit to the Museum, Historical Sites in Muang Sing and the Lower Khwae Noi Valley - The Siam Society
  6. โบราณสถานพงตึก - Love Thailand
  7. Integrating the Phong Tuek Viṣṇu - Lavy and Clarke, JSS 103 (2015)

บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา