01รัฐที่รู้จักจากจารึก
ศรีจนาศะไม่มีพงศาวดาร ไม่มีตำนานพื้นเมือง และไม่มีเมืองหลวงที่ใครชี้ได้แน่นอน สิ่งที่เรามีคือจารึกหินไม่กี่หลัก ซึ่งเอ่ยถึงชื่อรัฐนี้และกษัตริย์ของมัน นักวิชาการจึงต้องต่อภาพของศรีจนาศะจากตัวอักษรบนหิน ผสมกับหลักฐานโบราณคดีจากเมืองโบราณบนที่ราบสูงโคราช
ชื่อนี้ปรากฏในจารึกว่าศรีจนาศะ หรือจนาศปุระ แปลได้ประมาณว่าเมืองของจนาศะ นอกจากจารึกแล้ว นักวิชาการบางท่านยังเสนอว่าเอกสารจีนสมัยราชวงศ์ถัง เช่นหนังสือเช่อฝู่หยวนกุย อาจกล่าวถึงรัฐนี้ภายใต้ชื่อที่ถอดเสียงว่าเกอหลอเซอเฟิน แต่การเทียบชื่อนี้ยังเป็นข้อเสนอ
ช่วงเวลาที่ศรีจนาศะมีบทบาทตรงกับยุคทวารวดีในภาคกลาง และยุคก่อนเมืองพระนครจะแผ่อำนาจเต็มที่ ศรีจนาศะจึงเป็นหน้าต่างที่ช่วยให้เห็นว่า ที่ราบสูงโคราชเคยมีรัฐท้องถิ่นของตนเองก่อนที่อิทธิพลเขมรจะเข้ามาครอบคลุม
แผนที่แหล่งที่เกี่ยวข้องบนแผนที่
02จารึกบ่ออีกา: ชื่อแรกบนหิน
หลักฐานชิ้นแรกที่เอ่ยชื่อศรีจนาศะคือจารึกบ่ออีกา ซึ่งได้ชื่อจากบ้านบ่ออีกา ใกล้เมืองโบราณเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จารึกนี้ใช้ภาษาสันสกฤตและเขมร มีสองด้านรวม 21 บรรทัด ยอร์ช เซเดส์ เป็นผู้อ่านและแปลไว้ใน พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954)
ด้านหนึ่งบันทึกว่ากษัตริย์แห่งศรีจนาศะถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่หมู่สงฆ์ ส่วนอีกด้านลงมหาศักราช 790 ตรงกับ พ.ศ. 1411 (ค.ศ. 868) และกล่าวถึงการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำ หินก้อนเดียวจึงบันทึกทั้งการทำบุญแบบพุทธและพิธีแบบไศวนิกาย
อายุของด้านที่เอ่ยชื่อศรีจนาศะยังตีความต่างกัน บางท่านเห็นว่าเขียนราว ค.ศ. 790 ขณะที่บางท่านเห็นว่าเก่ากว่านั้นไปถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 ส่วนด้านที่มีศักราชชัดเจนคือ พ.ศ. 1411 อาจเขียนเพิ่มในภายหลัง
ศรีจนาศะเหลือไว้เพียงรายพระนามกษัตริย์บนแผ่นหินไม่กี่แผ่น แต่เท่านั้นก็พอจะบอกว่าที่ราบสูงโคราชเคยมีราชวงศ์ของตนเอง
03จารึกศรีจนาศะ: รายพระนามกษัตริย์
หลักฐานชิ้นที่สองสำคัญยิ่งกว่า เพราะบอกรายพระนามกษัตริย์ จารึกศรีจนาศะ หรือ K.949 พบบริเวณเทวสถานใกล้สะพานชีกุน ในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ห่างจากที่ราบสูงโคราชหลายร้อยกิโลเมตร จารึกใช้อักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและเขมร ลงศักราช พ.ศ. 1480 (ค.ศ. 937) ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก จังหวัดปทุมธานี
จารึกด้านแรกสรรเสริญพระศิวะและพระชายา แล้วไล่รายพระนามกษัตริย์แห่งจนาศปุระ เริ่มจากพระเจ้าภคทัตต์ ตามด้วยพระเจ้าสุนทรปรากรม และพระเจ้าสุนทรวรมัน พระเจ้าสุนทรวรมันมีโอรสสององค์ คือ พระเจ้านรปติสิงหวรมัน ผู้พี่ซึ่งได้ครองราชย์ และพระเจ้ามังคลวรมัน ผู้น้องซึ่งเป็นผู้สร้างรูปเคารพและจารึกนี้ ส่วนด้านที่สองเป็นรายชื่อข้าทาสที่ถวาย
จารึกนี้ทำให้รู้ว่าศรีจนาศะมีราชวงศ์สืบต่อกันอย่างน้อยห้ารุ่น และยังคงอยู่ในต้นพุทธศตวรรษที่ 15 คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ทำไมจารึกของรัฐบนที่ราบสูงจึงไปพบที่อยุธยา บางท่านเห็นว่าจารึกถูกเคลื่อนย้ายมาภายหลัง บางท่านใช้เป็นเหตุผลว่าอาณาเขตของศรีจนาศะกว้างไกลกว่าที่คิด
04พุทธกับพราหมณ์บนแผ่นดินเดียวกัน
ศาสนาในศรีจนาศะสะท้อนภาพการอยู่ร่วมกัน เมืองเสมาซึ่งอยู่ในเขตที่เชื่อว่าเป็นแกนกลางของรัฐ มีพระนอนหินทรายขนาดใหญ่ ธรรมจักร และใบเสมาแบบทวารวดี ขณะที่จารึกในพื้นที่เดียวกันบูชาพระศิวะและพระวิษณุ
จารึกบ้านพันดุง จากอำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ก็ช่วยยืนยันภาพนี้ จารึกเขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต งานอ่านใหม่ของนักจารึกไทยกำหนดอายุไว้ที่มหาศักราช 751 หรือ พ.ศ. 1372 และพบร่องรอยการผสมระหว่างศาสนาฮินดูกับพุทธ แม้แหล่งข้อมูลบางแห่งจะให้ปีต่างออกไปเล็กน้อย
ภาพเช่นนี้ทำให้นักวิชาการบางท่านเรียกศรีจนาศะว่าเป็นรัฐชายขอบระหว่างโลกทวารวดีกับโลกเขมร คือรับทั้งพุทธศาสนาแบบที่นิยมในลุ่มเจ้าพระยา และศาสนาพราหมณ์แบบที่นิยมในกัมพูชา
05ศูนย์กลางอยู่ที่ไหน
คำถามที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือศูนย์กลางของศรีจนาศะอยู่ตรงไหน นักวิชาการกลุ่มใหญ่ รวมถึงศรีศักร วัลลิโภดม เห็นว่าอยู่ในลุ่มน้ำมูลตอนบน ครอบคลุมเขตอำเภอเมือง ปักธงชัย และสูงเนิน ของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีเมืองเสมาเป็นเมืองสำคัญ เหตุผลหลักคือจารึกบ่ออีกาพบที่นี่
อีกฝ่ายหนึ่งเสนอว่าศูนย์กลางอยู่ที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในลุ่มแม่น้ำป่าสัก ทัตสึโอะ โฮชิโน นักวิชาการชาวญี่ปุ่น และ ดร.ธิดา สาระยา ต่างเสนอแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าศรีเทพเป็นเมืองเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในแถบนั้น มีหลักฐานทั้งพุทธและพราหมณ์ แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
ยังมีทางเลือกที่สาม คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร มองว่าเมืองเสมา ศรีเทพ และศรีมโหสถ อาจเป็นเมืองชายแดนทางวัฒนธรรมในเครือข่ายเดียวกัน แทนที่จะต้องเลือกว่าเมืองใดเป็นเมืองหลวง จนถึงวันนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ขาด
06จุดจบและการรวมเข้ากับเขมร
หลังจารึก พ.ศ. 1480 ชื่อศรีจนาศะก็เงียบหายไป หลักฐานถัดมาคือจารึกเมืองเสมา ลงศักราช พ.ศ. 1514 (ค.ศ. 971) ใช้ภาษาสันสกฤตและเขมร กล่าวสรรเสริญพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แห่งเมืองพระนคร และบันทึกการที่ขุนนางชั้นสูงสร้างรูปเคารพ พระพุทธรูป และถวายข้าทาสแก่ศาสนสถาน
นักวิชาการจึงเชื่อว่าศรีจนาศะถูกรวมเข้ากับอาณาจักรเขมรในราวรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 การรวมนี้อาจไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่อาจเป็นการที่ชนชั้นนำท้องถิ่นยอมรับอำนาจของเมืองพระนคร และรับตำแหน่งหรือพระนามใหม่ จารึกยุคหลังบางหลักระบุพระนามที่บางท่านเห็นว่าอาจเป็นพระเจ้านรปติสิงหวรมันในพระนามใหม่
แม้ชื่อศรีจนาศะจะหายไป แต่พื้นที่ของมันกลายเป็นฐานสำคัญของอำนาจเขมรในอีสาน ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 17 ปราสาทหินพิมายและปราสาทพนมรุ้งก็ถูกสร้างขึ้นในลุ่มน้ำมูล ศรีจนาศะจึงเป็นบทนำที่ถูกลืมของเรื่องราวปราสาทหินในอีสาน
ลำดับเหตุการณ์ไทม์ไลน์
เมืองคูน้ำคันดินใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดีบนที่ราบสูงโคราช
กษัตริย์ศรีจนาศะถวายควาย วัว ข้าทาส และช้างแก่สงฆ์
ตามการอ่านใหม่ แสดงการผสมระหว่างพุทธและฮินดู
บันทึกการประดิษฐานศิวลึงค์ทองคำ
ไล่รายพระนามกษัตริย์ตั้งแต่พระเจ้าภคทัตต์
กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แสดงอำนาจเขมรในลุ่มน้ำมูล
เปิดประเด็นการศึกษาศรีจนาศะ
เกร็ดความรู้รู้หรือไม่
รู้หรือไม่: จารึกหลงทาง
จารึกที่ให้รายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะครบที่สุด กลับไปพบที่อยุธยา ห่างจากที่ราบสูงโคราชซึ่งเชื่อว่าเป็นถิ่นของรัฐนี้หลายร้อยกิโลเมตร
รู้หรือไม่: ภคทัตต์สองคน
พระนามภคทัตต์ปรากฏทั้งในรายพระนามกษัตริย์ศรีจนาศะ และเป็นพระนามกษัตริย์ลังกาสุกะในบันทึกจีน แต่ทั้งสองอยู่ห่างกันหลายร้อยปีและไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกัน ชื่อนี้มาจากวีรบุรุษในมหาภารตะ
เชื่อมโยงหน้าที่กล่าวถึงเรื่องนี้ (1)
บทความเหล่านี้พูดถึงศรีจนาศะ อ่านต่อเพื่อดูว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร · ดูในแผนที่ความเชื่อมโยง
อ้างอิงแหล่งข้อมูล
- Canasapura (Wikipedia)
- ศรีจนาศะ อยู่ที่ไหน (ศิลปวัฒนธรรม)
- จารึกศรีจนาศะ (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
- จารึกเมืองเสมา (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
- จารึกบ่ออีกา (ฐานข้อมูลจารึก ศมส.)
- จารึกบ้านพันดุง: มุมมองจากการอ่านและแปลใหม่
- ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคำศัพท์บอกศักราชในจารึกเมืองเสมา ด้านที่ 2 (วรรณวิทัศน์)
- ศรีจนาศะ เครือข่ายรัฐ (มติชน)
บทความเรียบเรียงใหม่จากแหล่งข้างต้น ตัวเลขและศักราชที่แหล่งข้อมูลไม่ตรงกันได้ระบุไว้ในเนื้อหา